ศึกษาดูงานนอกพื้นที่

เสียงเพรียกจากพงไพร

ภูมิศาสตร์มหาสารคาม ขอเป็นหนึ่งเสียงในการอนุรักษ์ทรัพยากรของโลกให้คงอยู่ต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

หมาจิ้งจอกแห่งอาร์กติก


หมาจิ้งจอกแห่งอาร์กติก


SRL_arcticfox_lg
      หมาจิ้งจอกอาร์กติก, หมาจิ้งจอกขั้วโลก หรือ หมาจิ้งจอกหิมะ (อังกฤษ: Arctic fox, Snowy fox, Polar fox เป็นหมาจิ้งจอกขนาดเล็ก อาศัยอยู่ทั่วไปในเขตชายผั่งมหาสมุทรอาร์กติก ตลอกจนเขตทุนดราที่เต็มไปด้วยหิมะและน้ำแข็ง จัดเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมอีกชนิดหนึ่ง ที่มีขนสีขาวเพื่อให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ช่วยให้ล่าเหยื่อได้ง่าย และสามารถพรางตัวจากศัตรูได้ด้วย
      หมาจิ้งจอกอาร์กติกจัดว่าเป็นสัตว์ที่สามารถปรับสภาพให้ดำรงอยู่ในสภาพอากาศที่หนาวจัดได้ดีชนิดหนึ่ง มีระบบการปรับอุณหภูมิ ที่สามารถควบคุมความร้อนในร่างกายได้ หมาจิ้งจอกอาร์กติกจะมีใบหน้าที่สั้นกว่าหมาจิ้งจอกชนิดอื่น และมีใบหูที่เล็ก ขนของมันฟูหนา เพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อน มันจะมีขนอยู่บริเวณอุ้งเท้าเพื่อช่วยให้เดิน และวิ่งบนพื้นน้ำแข็งได้
 
      ในช่วงที่หิมะตกหนัก หรือเกิดพายุ หมาจิ้งจอกอาร์กติกจะขุดโพรงลึกลงไปใต้หิมะ และขดตัวนอนโดยใช้หางของมันตวัดมาปิดตัวและหน้าไว้คล้ายคนห่มผ้าห่ม และเมื่อฤดูหนาวหมดลง หิมะเริ่มละลาย ต้นไม้เริ่มผลิใบอ่อน หมาจิ้งจอกอาร์กติกเองก็มีการเปลี่ยนแปลง ขนสีขาวของมันจะร่วงลง และมีขนสีเทาอมน้ำตาลขึ้นแทนและจะสั้นกว่าขนในฤดูหนาว ทำให้ตัวมันดูเล็กลง และมีขนาดเท่าแมวบ้านเท่านั้น
 
      ในขั้วโลกเหนือฤดูร้อนนั้นสั้นมาก และเมื่อฤดูหนาวกลับมา จิ้งจอกขั้วโลกก็จะเปลี่ยนสีขนกลับไปเป็นขนสีขาวอีกครั้ง เป็นการบอกให้รู้ว่า การต่อสู้กับความหนาวเย็นกำลังจะเริ่มต้นอีกครั้ง
 
      ความยาววัดตั้งแต่หัวถึงลำตัว เพศผู้ประมาณ 55 เซนติเมตร (22.7 นิ้ว) และเพศเมียยาวประมาณ 53 เซนติเมตร (20.9 นิ้ว) ความยาวของหาง เพศผู้ประมาณ 31 เซนติเมตร (12.2 นิ้ว) และความยาวของหางเพศเมียประมาณ 30 เซนติเมตร (11.8 นิ้ว) ความกว้างของลำตัวจิ้งจอกขั้วโลก ประมาณ 25-30 เซนติเมตร (9.8-11.8 นิ้ว) น้ำหนักโดยประมาณของเพศผู้ ประมาณ 9 ปอนด์ (4.1 กิโลกรัม) ในขณะที่เพศเมียน้ำหนักประมาณ 6-12 ปอนด์ (2.7-5.4 กิโลกรัม)
 
      ในช่วงที่อากาศดี หมาจิ้งจอกอาร์กติกจะออกมาหาอาหาร ตามปกติมันจะล่าสัตว์เล็ก ๆ เช่น หนูเลมมิ่ง, นกกระทาขั้วโลก บางครั้งถ้าโชคดี ก็จะเจอซากสัตว์ที่หมีขั้วโลกกินเหลือทิ้งไว้ ก็จะกินซากนั้น
ที่มา : http://www.nextsteptv.com

Korowai people หรือ ชนเผา โครอไว


Korowai people หรือ ชนเผา โครอไว


SRL_Korowai _lg
     ท่ามกลางป่าลึกที่เข้าถึงได้ยากนี้ตั้งอยู่ ในจังหวัดปาปัว ทางตะวันออกเฉียงใต้ประเทศอินโดนีเซีย ตั้งอยู่ลึกเข้าไปประมาณ 150 กิโลเมตร จากทะเลอาราฟูรา มีชนเผ่าที่มีชื่อว่า Korowai ได้พักอาศัยอยู่ที่นั่น

     พวกเขาอาศัยกันอยู่ในสังคมเล็กๆ ที่ต่างจากชีวิตประชาชนส่วนอื่นของโลก พวกเขาดำรงชีวิตโดยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อให้อยู่รอด จนกระทั่งในปี 1974 มิชชันนารีชาวดัตช์ได้มีการค้นพบพวกเขา โดยที่พวกเขาแทบจะไม่ติดต่อกับโลกภายนอกเลย
 
     ชาว Korowai นั้นอาศัยอยู่บนบ้านสร้างขึ้นบนต้นไม้ที่มีความสูงถึง 6 – 12 เมตร แต่บางหลังอาจสูงถึง 35 เมตร จากพื้นดิน ความสูงของบ้านที่อยู่บนต้นไม้ช่วยให้พวกเขาพ้นจากบรรดาแมลงและยุง และป้องกันภัยจากชนเผ่าอื่น รวมถึงมีความเชื่อว่าสามารถป้องกันจากการรังควานของวิญญาณชั่วร้าย
 
      บ้านที่พวกเขาจะสร้างได้นั้นต้องมีการคัดเลือกต้นไม้แข็งแรงพอที่จะทำเป็นเสาหลักของบ้านได้ ต้นไม้ส่วนบนจะตัดออกไป สร้างหลังคาใหม่จากใบไม้ ใช้หวายในการมัดกิ่งต่างๆเข้าด้วยกัน พื้นเป็นส่วนที่ต้องมีความแข็งแรงมากสำหรับบ้านไม้นี้  แล้วก็สร้างบันไดพาดลงมาสู่ด้านล่าง บันได้จะสั่นเมื่อมีคนปีนเป็นสัญญาณเตือนภัยได้หากมีใครจะขึ้นมาบนบ้าน
 
      ชาว Korowai เป็นนักล่าที่ยอดเยี่ยม พวกเขามีทักษะทางการประมง ที่สามารถออกล่าอาหารที่จำเป็นมาบริโภคเพื่อไม่ให้ขาดแคลน  ในช่วง ต้นทศวรรษ 1990 บางคนก็หันมาหารายได้จากการร่วมมือกับบริษัททัวร์ที่มาสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวใน Korowai
 
      ปัจจุบันนี้มีรายการสารคดีหลายรายการเข้ามาถ่ายทำชีวิตความเป็นอยู่ของชาว Korowai  ในเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2011 BBC ได้เข้ามาถ่ายทำสารคดีเรื่องราวของ Korowai ชุด BC documentary Human Planet
ที่มา : http://www.nextsteptv.com

ตัวของรูปปั้นโมอาย


ตัวของรูปปั้นโมอาย


SRL_โมอาย_lg
     รูปปั้นโมอายที่มีชื่อเสียงแห่งที่กระจายอยู่ทั่วเกาะอีสเตอร์ อุทยานแห่งชาติลาปานุย ประเทศชิลี โดยที่ผ่านมานั้นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นคือรูปปั้นหัวที่มีลักษณะคล้ายกับคน

      ในความคิดของนักท่องเที่ยวกว่าล้านคนที่เข้ามาชมรูปปั้นโมอายนี้ คิดว่า โมอายบางตัวนั้นมีแต่หัว เพราะบางรูปปั้นที่มีแต่หัวนั้นมีมีความเชื่อกันว่ายังแกะสลักไม่เสร็จสมบูรณ์
 
     จนกระทั้งใน 2011 ทีมในโครงการของ EISP นักโบราณคดีที่มีชื่อเสียงแคลิฟอร์เนียได้ทำการสำรวจโดยการขุดเจาะ ลงไปก็พบส่วนที่เป็นตัวทั้งหมดของโมอาย
 
     ส่วนที่ขุดเจาะพบนั้นเป็นช่วงของลำตัวโดยจะมีลักษณะเหมือนวงแหวนและผ้าคาดไว้ที่เอวอยู่ คาดเดากันไว้ว่าอาจเป็นวงแหวนที่แสดงลักษณะของดวงอาทิตย์และสายรุ่งโดยตัวรูปปั้นนี้มีความสูงถึง 7 เมตร จากเดิม สูงสุดแค่ 4 เมตร
 
และยังมีร่องรอยอีกหลายส่วนที่เป็นสัญลักษณ์จารึกไว้เพื่อรอการไขปริศนานี้

ที่มา : http://www.nextsteptv.com

ภูเขาไฟมายอน "ปะทุ"


ภูเขาไฟมายอน "ปะทุ"


SRL_ภูเขาไฟมายอย_lg
     ภูเขาไฟมายอน (อังกฤษ: Mayon Volcano) ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศฟิลิปปินส์ บนเกาะลูซอน อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ภูเขาไฟมายอนเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ เคยเกิดระเบิดมาแล้ว 40 ครั้ง ในรอบ 400 ปีที่ผ่านมา รูปทรงภูเขาเป็นรูปสมมาตรที่สวยงาม มีความสูง 2,462 เมตร

     ภูเขาไฟมายอน เป็นส่วนหนึ่งของวงแหวนแห่งไฟแปซิฟิก เป็นสถานที่สำคัญของ จังหวัดอัลเบย์ ฟิลิปปินส์ ห่างจากอ่าวอัลเบย์ ประมาณ 10 กิโลเมตร
 
     เมื่อ 7 พฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมานั้น ภูเขาไฟมายอน ได้ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เป็นเวลากว่า  73 วินาที แรงระเบิดครั้งนี้ เกิดควันลอยตัวสูงขึ้นไปถึง 500 เมตร เหนือภูเขาไฟ โดยไม่มีการแจ้งจากสัญญาณเตือนภัย
     เหตุการณในครั้งนี้ได้ฆ่าชีวิตนักปีนเขาชาวเยอรมันไป 4 ราย และไกด์ชาวฟิลิปปินส์ 1 ราย  และผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 7 ราย
การปะทุปี 1814
     การปะทุรุนแรงที่สุดของภูเขาไฟมายอนเกิดขึ้นในปี  1814 มีผู้คนเสียชีวิตมากกว่า 1,200 คน และไฟไก้ทำลายเมืองไป การปะทุล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2009 ได้มีการอพยพประชาชนออกจากที่เกิดเหตุ
การปะทุปี 2009
ที่มา : http://www.nextsteptv.com

"Giant clam" หรือ หอยมือเสือยักษ์

"Giant clam"

SRL_หอยมือเสือยักษ์_lg
     หอยมือเสือยักษ์ (อังกฤษ: Giant clam; ชื่อวิทยาศาสตร์: Tridacna gigas, /ไทร-เดก-นา-ไก-เกส/) เป็นสัตว์ทะเลที่ไม่มีกระดูกสันหลังจำพวกมอลลัสกา เป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่ใกล้สูญพันธุ์ เป็นหอยที่อาศัยอยู่ใต้ มหาสมุทรแปซิฟิก และ มหาสมุทรอินเดีย
โดยถูกจัดอยู่ในกลุ่มหอยสองฝา (Bivalves หรือ Pelecypods) มีฝาเปลือก 2 ชิ้นประกบติดกันทางด้านล่าง ขอบด้านบนหยักเป็นคลื่น บนเปลือกเป็นแนวสันยาวโค้งจากฐานมาถึงขอบเปลือกข้างละประมาณ 4–5 แนว มีเกล็ดเปลือกเป็นแผ่นบางๆ ระบายเป็นชั้นๆ ขนานกันในแนวขวางโดยรอบเปลือกด้านนอก
 
     ฝาทั้งสองด้านของหอยมือเสือยักษ์ ยึดติดกันด้วยเอ็น ฝาด้านบนจะเปิดออกเพื่อรับแสงและจะแผ่ส่วนเนื้อเยื่อที่เรียกว่าแมนเทิล (Mantle) ซึ่งมีสีสันสวยงามออกมา ลวดลายบนแมนเทิลของหอยแต่ละตัวจะไม่เหมือนกัน ส่วนที่เปลือกประกบกันอยู่เป็นบานพับเปลือก
 
     ต่อจากบานพับเปลือกออกมาจะมีส่วนที่ลักษณะเป็นช่องสำหรับให้เส้นใยเนื้อ เยื่อที่เรียกว่า บิสซัส (Byssus) ทำหน้าที่เชื่อมยึดตัวหอยให้เกาะติดกับหินหรือวัสดุใต้น้ำ หอยจะมีน้ำหนักได้ถึง 200 กิโลกรัม กว้าง 120 เซนติเมตร มีชีวิตยืนยาวได้ถึง 100 ปีหรือมากกว่า
 
     จัดเป็นหอยสองฝาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ติดอยู่ในอนุสัญญาไซเตส (CITES) ในน่านน้ำไทยไม่พบตัวที่มียังมีชีวิตอยู่ แต่พบเป็นซากฟอสซิล ปัจจุบันยังไม่สามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ในประเทศไทย
 
     หอยชนิดนี้มีศัตรูทีสำคัญคือมนุษย์เพราะเนื้อของหอยถือว่าเป็นอาการอันโอชะในประเทศญี่ปุ่น ที่รูปจักกันในนาม Himejako เปลือกของมันก็เป็นที่ต้องการทางการตลาด
ที่มา : http://www.nextsteptv.com

แพนด้าแดง


"แพนด้าแดง"


SRL_แพนด้าแดง_lg
แพนด้าแดง (อังกฤษ: Red panda, Shining cat; จีน: 小熊貓 ) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ailurus fulgens อยู่ในวงศ์ Ailuridae จัดเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียวที่อยู่ในวงศ์นี้ที่ยังสืบทอดสายพันธุ์อยู่ จึงจัดเป็นซากดึกดำบรรพ์มีชีวิตอยู่ชนิดหนึ่ง และเป็นเพียงชนิดเดียวที่อยู่ในสกุล Ailurus
       มีรูปร่างหน้าตาคล้ายแรคคูนและกระรอกรวมกัน หัวมีขนาดใหญ่ จมูกแหลม ขาสั้นคล้ายหมี ขนตามลำตัวมีหลากหลาย มีทั้งสีน้ำตาลเข้ม น้ำตาลเหลืองและน้ำตาลแดง ขนบริเวณลำคอยาวและนุ่มฟู หางเป็นพวงยาวคล้ายกับหางของกระรอก มีลายปล้องสีน้ำตาลแดงสลับขาว มีความลำตัวและหัว 51 – 64 เซนติเมตร หางยาว 50 – 63 เซนติเมตร มีน้ำหนัก 3 – 4.5 กิโลกรัม
 
     มีการกระจายพันธุ์พบตามแนวเทือกเขาหิมาลัย ตั้งแต่ภาคเหนือของประเทศอินเดีย, ธิเบต, เนปาล, ภูฏาน, จีน, ภาคเหนือของพม่า และภาคเหนือของประเทศลาวบริเวณที่ติดกับจีน โดยอาศัยอยู่ในป่าที่มีระดับความสูงตั้งแต่ 1,500 – 4,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล
 
     มีพฤติกรรมออกหากินตามลำพัง มักหากินบนต้นไม้ กินอาหารเพียงไม่กี่ประเภท โดยกินเฉพาะใบไม้อ่อนเท่านั้น บางครั้งอาจกินไข่นก สัตว์ขนาดเล็กและผลไม้บางชนิดด้วย ใช้เวลาตอนกลางวันในการนอนหลับพักผ่อน แพนด้าแดงตัวผู้จะหวงอาณาเขตมากและมักเคลื่อนย้ายไปเรื่อย ๆ แต่แพนด้าแดงตัวเมียจะอาศัยอยู่ในพื้นที่ครอบครองของตัวเอง บางครั้งตัวผู้อาจเข้ามาหากินภายในอาณาเขตของตัวเมียด้วย
 
     โดยทั่วไปอาณาเขตของแพนด้าแดงตัวผู้จะกว้างประมาณ 1.1 – 9.6 ตารางกิโลเมตร ส่วนอาณาเขตของตัวเมียจะกว้างประมาณ 1.0 – 1.5 ตารางกิโลเมตร ผสมพันธุ์ในช่วงเดือนมกราคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์ โดยตัวเมียจะยอมให้ตัวผู้ผสมพันธุ์อยู่เพียง 1 – 3 วันเท่านั้น แม่แพนด้าแดงใช้เวลาตั้งท้องประมาณ 90 – 145 และจะออกลูกในโพรงไม้หรือถ้ำเล็ก ๆ
 
     ออกลูกครั้งละ 4 ตัว ลูกที่เกิดใหม่จะยังมองไม่เห็น มีสีขนตามลำตัวออกสีเหลืองอ่อน และจะกินนมแม่อยู่นาน 5 เดือน หลังจากนั้นจึงหย่านมและเปลี่ยนมากินใบไผ่แทน เมื่ออายุได้ 2 ปี ก็จะแยกออกไปหากินตามลำพัง มีข้อสังเกตว่า แพนด้าแดงที่อยู่บริเวณภาคเหนือของอินเดียจะมีขนาดใหญ่กว่าตัวที่อยู่ค่อนมาทางเอเชียตะวันออก ซึ่งเป็นชนิดย่อยที่แยกออกไป
ที่มา : http://www.nextsteptv.com

มันแกว


"มันแกว"


     มันแกว (Jícama) เป็นพืชตระกูลถั่ว มีชื่อทวินามว่า “Pachyrhizus erosus (L.) Urbar” ลักษณะต้นเป็นเถาเลื้อย หัวอวบใหญ่ โคนตันเนื้อแข็ง ใบประกอบด้วย 3 ใบย่อยมีจักใหญ่ ดอกมีสีขาวหรือชมพูเป็นช่อ เมล็ดมีสีเหลือง สีน้ำตาล หรือสีแดงลักษณะสี่เหลี่ยมจตุรัสแบน โดยต้นมันแกว 1 ต้นมีเพียงหัวเดียว
     ส่วนที่ใช้รับประทานคือส่วนของรากแก้ว ชาวเม็กซิโกชอบรับประทานมันแกวตั้งแต่สมัยอารยธรรมมายาและแอซเต็ก นิยมใช้เป็นอาหารว่าง ใส่น้ำมะนาว พริกผง และเกลือ
 
     มันแกวเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในหลายพื้นที่เช่นในแถบอเมริกากลาง แอฟริกาตะวันออก และในประเทศแถบทวีปเอเชียคือ ฟิลิปปนส์ อินเดีย จีน อินโดจีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ในประเทศไทยมันแถวมีอยู่ 2 ชนิดคือ พันธุ์หัวใหญ่ และพันธุ์หัวเล็ก อาจจะมีชื่อเรียกต่างกันไปตามแต่ภูมิภาคได้แก่ ภาคใต้เรียกว่า “หัวแปะกัวะ” ภาคเหนือเรียกว่า “มันละแวก” “มันลาว” ส่วนภาคอีสานเรียกว่า “มันเพา” นอกจากนี้ยังอาจเรียกด้วยชื่ออื่นๆ เช่น “เครือเขาขน” “ถั้วบ้ง” และ”ถั่วกินหัว”
 
     ส่วนหัวของมันแกว (รากแก้ว) เป็นส่วนที่ใช้รับประทาน ลักษณะภายนอกมีสีน้ำตาลอ่อนภายในมีสีขาว เมื่อเคี้ยว รู้สึกกรอบคล้ายลูกสาลี่สด อีกทั้งยังมีรสคล้ายแป้งแต่ออกหวาน โดยทั่วไปจะรับประทานสดๆ หรือจิ้มกับพริกเกลือ แล้วยังสามารถนำไปประกอบอาหารได้ทั้งคาวและหวานอีกด้วย เช่น แกงส้ม แกงป่า ผัดเปรี้ยวหวาน ผัดไข่ เป็นส่วนผสมของไส้ซาลาเปา และทับทิบกรอบ
 
     แต่ในทางกลับกัน ต้นมันแกวสามารถใช้เป็นยากำจัดศัตรูพืช โดยใช้ส่วนของเมล็ด ฝักแก่ ลำต้น และราก แต่ส่วนเมล็ดจะมีสารพิษมากที่สุด ทำให้มีประสิทธิภาพในการกำจัดแมลงดีที่สุด นอกจากนั้นถ้ามนุษย์รับประทานเมล็ดเข้าไปจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งถ้าได้รับในปริมาณมาก สารพิษ Routinone จะกระตุ้นระบบหายใจ แล้วกดการหายใจ ชัก และอาจเสียชีวิตได้
 
     คุณค่าทางอาหารของมันแกวนั้นประกอบด้วยน้ำ 90.5% โปรตีน 0.9% คาร์โบไฮเดรต 7.6% ไม่มีเส้นใยอาหาร โดยรสหวานนั้นมาจาก oligofructose inulin ซึ่งในร่างกายของมนุษย์ ไม่สามารถเผาผลาญได้ ดังนั้นมันแกวจึงเหมาะสำหรับผู้เป็นโรคเบาหวาน หรือผู้ควบคุมน้ำหนัก
     มันแกวควรเก็บในที่แห้ง อุณหภูมิระหว่าง 12 – 16 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่านี้จะทำให้ส่วนรากช้ำได้ ถ้าเก็บรักษาถูกวิธีสามารถอยู่ได้นานถึง 1-2 เดือน
ที่มา : http://www.nextsteptv.com