ศึกษาดูงานนอกพื้นที่

เสียงเพรียกจากพงไพร

ภูมิศาสตร์มหาสารคาม ขอเป็นหนึ่งเสียงในการอนุรักษ์ทรัพยากรของโลกให้คงอยู่ต่อไป

วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

กรมควบคุมมลพิษชี้ "กรุงเทพฯ" มีสารก่อมะเร็งในอากาศเกินมาตรฐาน


กรมควบคุมมลพิษชี้ "กรุงเทพฯ" มีสารก่อมะเร็งในอากาศเกินมาตรฐาน


     โดยปกติ กรมควบคุมมลพิษจะมีการวัดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศว่ามีฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐานหรือไม่ แต่ได้มีการขยายผลด้วยการวิจัยหาสารก่อมะเร็งในฝุ่นละอองที่วัดได้ เพื่อค้นหาจุดเสี่ยงบริเวณต่างๆในกรุงเทพมหานคร โดยนำข้อมูลจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ 7 สถานี มาหาสารก่อมะเร็ง โดยพบว่า จุดที่อยู่ริมถนนมีสารก่อมะเร็งมากที่สุด
งานวิจัยนี้ทำโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งจะนำข้อมูลตัวอย่างค่าฝุ่นละอองในอากาศ ขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน ของกรมควบคุมมลพิษ จากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศทั้ง 7 สถานีในกรุงเทพ ได้แก่ การเคหะชุมชนดินแดง สถานีตำรวจนครบาลโชคชัย 4 การไฟฟ้าย่อยธนบุรี โรงเรียนบดินทรเดชา โรงเรียนสิงหราชพิทยาคม การเคหะชุมชนคลองจั่น และโรงเรียนนนทรีวิทยา โดยมีระยะเวลาตั้งแต่ปี 2549 -2552 มาวิเคราะห์หาสารก่อมะเร็ง PAH ซึ่งเป็นกลุ่มของสารเคมีกลุ่มหนึ่งที่มีฤทธิ์ก่อมะเร็งกว่า 100 ชนิดหลักๆ แต่สำนักป้องกันสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา (U.S.EPA) กำหนดให้เหลือ 16 ตัวที่มีอันตราย โดยจะต้องไม่เกิน 1,000 พิโคกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนของอังกฤษกำหนดว่า ค่ามาตรฐานต้องไม่เกิน 250 พิโคกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
     ผลการวิเคราะห์ทั้ง 7 สถานีในกรุงเทพพบว่า การเคหะชุมชนดินแดง มีสารก่อมะเร็ง 990 พิโคกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากกว่าค่ามาตรฐานของอังกฤษถึง 2.2 เท่า รองลงมาคือสถานีตำรวจนครบาลโชคชัย 4 มีสารก่อมะเร็ง 704 พิโคกรัมต่อลูกบาศก์เมตร การไฟฟ้าย่อยธนบุรี 630 โรงเรียนบดินทรเดชา 589 โรงเรียนสิงหราชพิทยาคม 517 การเคหะชุมชนคลองจั่น 395 และโรงเรียนนทรีวิทยา 292


      จะเห็นได้สถานีที่อยู่ริมถนนอย่างดินแดง สถานีตำรวจโชคชัย 4 การไฟฟ้าย่อยธนบุรี จะมีค่ามากกว่าแหล่งชุมชน 2-3 เท่า ก่อนการวิจัยมีการตั้งข้อสันนิษฐานว่า ในรอบ 4 ปี สารก่อมะเร็งน่าจะลดลง เพราะคนเปลี่ยนมาใช้แก๊ซโซฮอลล์มากขึ้น แต่การวิเคราะห์กลับพบว่า ตัวเลขใกล้เคียงกัน ไม่ได้ลดลงอย่างชัดเจน ทำให้สรุปได้ว่า แม้คนจะใช้แก๊ซโซฮอลล์มากขึ้น แต่จำนวนรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น ก็ไม่ได้ทำให้สารก่อมะเร็งลดลง ซึ่งสารเหล่านี้เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง สำหรับกรณีของกรุงเทพมหานครนั้น เกิดจากควันพิษจากท่อไอเสียรถยนต์เป็นหลัก แต่เมืองอื่นอาจเกิดจากไฟป่า และโรงงานอุตสาหกรรม
ก่อนหน้าการวิจัยครั้งนี้ เคยมีการวิจัยโดยหาสารเบนโซเอไพรีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในกลุ่ม PAH ที่มีอันตรายมากที่สุด พบว่า กรุงเทพมหานคร อยู่ในอันดับที่ 13 ของเอเชีย มีค่า 554 พิโคกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ถือว่าเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ของอังกฤษ แต่ไม่เกินค่ามาตรฐานของสหรัฐ โดยอันดับต้นๆ เป็นเมืองต่างๆในจีน อินเดีย ตุรกี ไต้หวัน และเกาหลี ทวีปเอเชีย เป็นทวีปที่มีสารก่อมะเร็งในอากาศเกินค่ามาตรฐานมากที่สุด รองลงมาคือ อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ยุโรป ออสเตรเลีย และแอฟริกา



ที่มา : Thai PBS


เปิดรายงาน"ผืนป่าลดลง" สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนสร้างพื้นที่สีเขียวใน "อนุภาคลุ่มน้ำโขง"


เปิดรายงาน"ผืนป่าลดลง" สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนสร้างพื้นที่สีเขียวใน "อนุภาคลุ่มน้ำโขง"



    อนุภาคลุ่มน้ำโขงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สุ่มเสี่ยงที่จะสูญเสียพื้นที่ป่ามากกว่าหนึ่งในสามภายในสองทศวรรษ หากรัฐบาลในอนุภาคนี้ไม่สามารถเพิ่มการปกป้อง ให้คุณค่า และฟื้นทุนธรรมชาติ รวมทั้งเปิดรับการเติบโตสีเขียว มีคำเตือนในรายงานฉบับใหม่ของ WWF
       การวิเคราะห์ของ WWF เผยให้เห็นถึงพื้นที่ป่าธรรมชาติในอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขงที่มีอยู่ราว 637 ล้านเฮคเตอร์ (3,981,250,000 ไร่)  หรือเกินครึ่งหนึ่งของที่ดินทั่วอนุภาคอยู่เล็กน้อย แต่คาดว่าจะสูญเสียพื้นที่ป่าไปอย่างรวดเร็ว หากอัตราการทำลายป่ายังคงอยู่ในระดับนี้ ระหว่างปี 2516 ถึง 2552 ประเทศทั้ง 5 ประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงสูญเสียพื้นที่ป่าไปราวๆหนึ่งในสามของผืนป่าที่เหลือทั้งหมด ในช่วงเวลาดังกล่าว กัมพูชาเสียพื้นที่ป่าไปร้อยละ 22 ของพื้นที่ป่าที่บันทึกไว้ได้ในปี 2516 ลาวและพม่าสูญเสียป่าไปร้อยละ 24 ส่วนไทย และเวียดนามสูญเสียป่าไปร้อยละ 42  
 
      ทั้งนี้ พื้นที่บริเวณกว้างใหญ่ที่เชื่อมต่อกับป่าผืนหลักก็ลดลงอย่างมากทั่วภูมิภาค จากร้อยละ 70 ในปี 2516 เหลือร้อยละ 20 ในปี 2552 ป่าผืนหลักคือพื้นที่ป่าอย่างน้อย 3.2 ตารางกิโลเมตรที่ไม่ถูกรบกวน แต่หากแนวโน้มยังคงเป็นเช่นนี้ WWF คาดการณ์ว่า ภายในปี 2573 อนุภาคลุ่มน้ำโขงจะมีพื้นที่ป่าที่ให้ที่อาศัย และให้ประชากรสัตว์ป่าหลากหลายดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืนเหลือ เพียงร้อยละ 14
 
      นายปีเตอร์ คัทเตอร์ ผู้จัดการฝ่ายอนุรักษ์ภูมิประเทศ WWF อนุภาคลุ่มน้ำโขงกล่าวว่า ขณะนี้ประเทศลุ่มน้ำโขงกำลังอยู่บนทางแยก ทางหนึ่งนำไปสู่การลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพและวิถีชีวิต แต่หากมีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างรับผิด ชอบแล้ว ภูมิภาคนี้จะสามารถเดินสู่หนทางที่จะสร้างความอุดมสมบูรณ์และอนาคตที่มั่งคั่งให้แก่ประชาชนของพวกเขา
 
      จากรายงาน "ระบบนิเวศในลุ่มแม่น้ำโขง : อดีตที่ผ่านมา สถานะปัจจุบัน และอนาคตที่จะเป็นไป" มีการวิเคราะห์ถึงสถานะในปัจจุบันและความเป็นไปได้ในอนาคตของป่าผืนสำคัญในภูมิภาค รวมทั้งระบบนิเวศน้ำจืด รวมถึงสัตว์ที่เสี่ยงจะสูญพันธุ์ ที่อาศัยในระบบนิเวศนั้น
 
      ในรายงานเสนอภาพความน่าจะเป็นของระบบนิเวศในภูมิภาค 2 รูปแบบ รูปแบบหนึ่งเป็นความคาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายในปี 2573 ภายใต้แบบจำลองการเติบโตแบบไม่ยั่งยืน ในกรณีที่การทำลายป่าและความเสื่อมโทรมตลอดทศวรรษที่ผ่านมายังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง ส่วนความเป็นไปได้อีกรูปแบบหนึ่งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าอัตราการตัดไม้ลดลงร้อยละ 50 และให้มีอนาคตที่มีพื้นฐานการเติบโตสีเขียว ภายใต้การคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ในรูปแบบเศรษฐกิจสีเขียว ป่าผืนหลักที่มีอยู่ในปี 2552 ทั่วทั้ง 5 ประเทศลุ่มน้ำโขง จะยังคงอยู่เช่นเดิม
  
      คัทเตอร์กล่าวว่า วิถีแห่งเศรษฐกิจสีเขียวเป็นทางเลือกทางรอดในอนาคตสำหรับลุ่มน้ำโขง ผู้นำในภูมิภาคได้ให้คำมั่นแล้วว่า การเติบโตของเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่งนั้น ไปด้วยกันกับระบบนิเวศที่สมบูรณ์และให้ประโยชน์ แต่ตอนนี้จำเป็นจะ ต้องมีการตอบสนองที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมอย่างถาวร?
 
      "เขตอนุรักษ์หลายแห่งเป็นแค่ชื่อกระทั่งเขตอนุรักษ์ที่มีการดูแลค่อนข้างดียังตกอยู่ภายใต้การคุกคาม จากกลุ่มลักลอบล่าสัตว์และตัดไม้ ส่วนเขตอนุรักษ์อื่นๆก็ถูกปรับลดพื้นที่โดยรัฐบาลที่กระตือรือร้นให้สัมปทานกับบริษัทเหมือง แร่หรือเจ้าของกิจการเพาะปลูกเพื่อเงิน"
 
      รายงานให้น้ำหนักกับโครงการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี ในฐานะปัจจัยคุกคามหลักต่อความสมบูรณ์และการใช้ประโยชน์ จากลุ่มน้ำโขงและพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ลำน้ำโขงเป็นที่มาของระบบนิเวศน้ำจืดที่โดดเด่นแต่เชื่อมโยงกัน 13 ระบบ แต่โครงการที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างโครงการไซยะบุรีจะตัดขาดแม่น้ำโขงตอนล่างจากลำน้ำสายหลัก ปิดกั้นเส้นทางอพยพของปลาและการไหลของตะกอนแม่น้ำ ซึ่งจะสร้างผลกระทบที่เป็นหายนะต่อวิถีชีวิตและความมั่นคงทางอาหารของประชากร 60 ล้านคน
 
      รายงานยังแสดงรายละเอียดการลดลงจำนวนมากของสัตว์สัญลักษณ์หลายสายพันธุ์ในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเสือ ช้างเอเชีย โลมาอิรวดี และสัตว์ประจำถิ่น ความอยู่รอดของสัตว์หลายสายพันธุ์นี้ในลุ่มแม่น้ำโขงขึ้นอยู่กับระบบการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนับตั้งแต่ช่วงปี 2513 เป็นต้นมาจะมีการขยายเขตพื้นที่อนุรักษ์เพิ่มขึ้นอีกมาก แต่หลายแห่งก็มีการบริหารจัดการที่ไม่ดีนัก
 
      แม้จะมีการจดบันทึกความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศตลอดช่วง 50 ปีที่ผ่านมา และในรายงานยังเน้นให้เห็นว่า พื้นที่นี้ยังคงมี ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และให้มูลค่านิเวศบริการสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ำ และเส้นใย ความร่ำรวยทางธรรมชาติในแถบลุ่มน้ำโขงนั้น มอบโอกาสสำคัญแก่การพัฒนาอย่างยั่งยืน และ WWF เชื่อว่า การสร้างเศรษฐกิจสีเขียวนั้นอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม.

ที่มา : Thai PBS 


ชาวบ้านปราจีนบุรีเดือดร้อน หลังโรงงานอุตสาหกรรมลักลอบทิ้งขยะสารพิษในบ่อลูกรังร้าง


ชาวบ้านปราจีนบุรีเดือดร้อน หลังโรงงานอุตสาหกรรมลักลอบทิ้งขยะสารพิษในบ่อลูกรังร้าง




         หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมตรวจสอบการทิ้งขยะอันตรายจากอุตสาหกรรม กับกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยมีรายงานว่า มีขยะไม่ผ่านการบำบัดมากถึง 31 ล้านตันต่อปี ล่าสุด พบผู้ประกอบการกำจัดของเสีย ลักลอบน้ำสารเคมีมาทิ้งในบ่อลูกรังร้าง ในตำบลบ้านพระ อำเภอเมืองปราจีนบุรี ตรวจสอบเบื้องเป็นขยะสารพิษ

หลังได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าว่ามีผู้ลักลอบนำสารพิษไปทิ้ง และสารพิษกระจายส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณใกล้เคียงบ่อลูกรังร้างหมู่ที่ 18 ตำบลบ้านพระ อำเภอเมืองปราจีนบุรี ทำให้ชาวบ้านมีอาการแสบคอ และวิงเวียนศีรษะ นางสาวจิตรา พรหมชุติมา ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าตรวจสอบในเบื้องต้นแล้ว จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า พื้นที่ที่ได้รับการร้องเรียน เป็นบ่อลูกรังร้างประมาณ 30 ไร่ ในบ่อมีวัสดุคล้ายขี้เถ้าถ่าน จับเป็นก้อนแข็ง บางจุดมีน้ำสีดำไหลออกมา มีกลิ่นฉุนอย่างรุนแรง ระหว่างตรวจสอบมีชาวบ้านนำเอกสารใบอนุญาตประกอบกิจการมาแสดง จากการตรวจสอบหลักฐานดังกล่าวเป็นเอกสารใบอนุญาตประกอบกิจการของ บริษัท โปรเฟสชั่นแนล เวสต์เทคโนโลยี ซึ่งประกอบกิจการปรับคุณภาพของเสียรวม คัดแยก และฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุไม่ใช้แล้ว ปัจจุบันประกอบกิจการ อยู่เลขที่ 234 หมู่ 4 ตำบลโนนหมากเต็งอำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว ส่วนการตรวจสอบเจ้าของที่ดิน พบว่าเป็นของนางอำนวย ซื่อสัตย์
ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีบุรีเปิดเผยว่า เบื้องต้นได้สั่งการให้อุตสาหกรรมจังหวัด เข้าแจ้งความเพื่อติดตามหาตัวผู้กระทำผิด รวมทั้งให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม นำสารที่เป็นของเสียไปตรวจสอบ ซึ่งเบื้องต้นพบว่า น้ำในบ่อลูกรังมีสภาพเป็นกรด มีสารสังกะสีกับธาตุเหล็ก ส่วนที่เป็นตระกัน จะมีส่วนผสมอะลูมิเนียมอยู่เป็นจำนวนมาก โดยให้แก้ปัญหาเบื้องต้น โดยให้เจ้าหน้าที่นำผ้ามาคลุม รวมทั้งการขนย้ายโดยไม่ให้มีการฝังกลบในพื้นที่ เพื่อป้องกันสารอันตรายซึมเข้าไปในบ่อน้ำของชาวบ้านได้ เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนชั่วคราว ก่อนจะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาต่อไป
ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน นายณัฐพล ณัฎฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมหรือ กรอ. ได้หารือร่วมกับ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้ข้อมูลเรื่องขยะอันตราย ที่หายไปจากระบบ ซึ่งจากข้อมูลมีกากของเสียหายไปออกจากระบบไม่น้อยกว่า 31 ล้านตันต่อปี และทั้ง 2 หน่วยงานได้มีกำหนดความร่วมมือระหว่างกันในการตรวจสอบการขนย้ายกากขยะออกนอกโรงงาน แต่ล่าสุดยังคงพบการลักลอบทิ้งขยะอันตราย เช่นกรณีบ่อลูกรังที่จังหวัดสมุทรปราการ

ที่มา : Thai PBS

นกแว่นตาขาว 4 ชนิดที่พบในประเทศไทย


นกแว่นตาขาว 4 ชนิดที่พบในประเทศไทย


           พาไปดูภาพสีสันสวยๆ ของนกแว่นตาขาว ซึ่งที่พบในประเทศไทยมีอยู่ 4 ชนิด จากทั้งหมด 84 ชนิดทั่วโลก โดยเป็นนกตัวเล็กที่ปราดเปรียว ว่องไว กระโดดไปมาตามกิ่งไม้ เพื่อหากินน้ำหวาน ซึ่งเป็นอาหารหลัก รวมถึงแมลง และผลไม้บางชนิด

นกแว่นตาขาว หรือวงตาขาว เป็นนกตัวเล็กๆ ที่ปราดเปรียว ว่องไว กระโดดไปมาตามกิ่งไม้ เพื่อหากินน้ำหวาน ซึ่งเป็นอาหารหลัก รวมถึงแมลง และผลไม้บางชนิด โดยนกแว่นตาขาวที่พบในประเทศไทยมีอยู่ 4 ชนิด จากทั้ง 84 ชนิดทั่วโลก ภาพที่นำมาให้ชมเป็นนกแว่นตาขาวสีทอง หรือ Oriental White eye ลักษณะคือมีหน้าผากสีเหลือง หัวและลำตัวด้านบนสีเขียวแกมเหลือง คอและก้นเหลือง กลางท้องมีสีเหลือง หรือขาวแกมเหลือง แบ่งท้องสีเทาเป็น 2 ฝั่ง แต่บางตัวไม่เด่นชัด คล้ายนกแว่นตาขาวสีเหลืองปักษ์ใต้มาก ซึ่งเป็นนกแว่นตาขาวอีกชนิดหนึ่งที่พบในไทย แต่นกแว่นตาขาวสีทอง หลังแกมเหลืองมากกว่า สีเทาที่ท้องแกมขาวมากกว่า หรือพูดได้ว่า สีเหลืองปักษ์ใต้ จะมีแถบสีเทาเข้มกว่ามาก
ส่วนอีก 2 ชนิดคือ นกแว่นตาขาวข้างแดง และนกแว่นตาขาวหลังเขียว ปกติเราจะเห็นนกแว่นตาขาวได้บ่อยๆ โดยจะได้ยินเสียงเล็กๆ แหลมๆ อยู่กับฝูงบินไปเกาะตายอดไม้ ภาพเหล่านี้ถ่ายจาก ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 2 สมุทรสาคร ซึ่งเจ้าหน้าที่จะวางอ่างน้ำเล็กๆ ใส่น้ำตลอดให้นกได้กินดับร้อน และจะมีนักท่องเที่ยว นักถ่ายภาพนกทั้งชาวไทย และต่างชาติแวะเวียนมาดูความน่ารักของเจ้านกพวกนี้ตลอด

ที่มา : Thai PBS

ศูนย์วิจัยทางทะเลญี่ปุ่นระบุ ไทยจะมีฝนค่อนข้างมาก


ศูนย์วิจัยทางทะเลญี่ปุ่นระบุ ไทยจะมีฝนค่อนข้างมาก


        มีข้อมูลจาก JAMSTEC ซึ่งเป็นหน่วยงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางทะเลและโลกของญี่ปุ่น ที่ระบุว่าอุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณรอบๆประเทศไทย ค่อนข้างอุ่น ทำให้จะมีฝนค่อนข้างมาก แต่ว่าตอนนี้ยังไม่ถือว่าเข้าหน้าฝน เพราะว่าลมที่พัดปกคลุมยังเป็นลมตะวันออกเฉียงใต้และลมตะวันออกอยู่ คาดว่าหน้าฝนจะเข้ามาประมาณกลางเดือนนี้เมื่อลมที่พัดปกคลุมเปลี่ยนเป็นลมตะวันตกเฉียงใต้พัดต่อเนื่องตลอดช่วง


         ภาพต่อไปนี้คือการคาดการณ์อุณหภูมิน้ำทะเลของ JAMSTEC ซึ่งเป็นหน่วยงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของญี่ปุ่นที่ศึกษาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาพนี้เป็นการคาดการณ์ในช่วงเดือนมิถุนายน - สิงหาคม จะเห็นได้ว่าทะเลรอบๆประเทศไทย ทั้งทะเลจีนใต้และฝั่งอันดามัน มีสีแดง คือมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ ซึ่งมีผลทำให้อากาศชื้นลอยตัวเกิดเป็นเมฆฝนมาก โดยหน่วยงานนี้สรุปว่า บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะมีฝนมากกว่าปกติในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิซึ่งก็คือช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ที่เป็นต้นฤดูฝนของบ้านเรานั่นเอง
ถ้าดูในมหาสมุทรอินเดียด้านตะวันออก หรือบริเวณทะเลอันดามัน จะเห็นได้ว่าเป็นสีแดง คือมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ อินเดียน โอเชี่ยน ไดโพล ที่เรียกว่าขั้วลบ โดย JAMSTEC ของญี่ปุ่นคาดว่าจะเริ่มตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิ และอุณหภูมิน้ำทะเลฝั่งนี้จะสูงสุดในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งก็คือในช่วงเดือนกันยายน - พฤศจิกายน หรือธันวาคม



สำหรับปรากฏการณ์ IOD ขั้วลบ จะมีผลกับภาคใต้ของบ้านเรา โดยทำให้มีฝนมาก ฝนตกหนัก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันได้ ในช่วงปลายฤดูฝน



        ส่วนปรากฏการณ์เอนโซ่ก็คาดว่า อุณหภูมิน้ำทะเลด้านตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร จะต่ำกว่าปกติ เรียกว่าเป็นลานิญ่าแบบอ่อนไปจนถึงฤดูใบไม้ร่วง หรือเดือนพฤศจิกายน และจะกลับเป็นปกติในช่วงปลายปี แต่ศูนย์ภูมิอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยาบอกว่า เอนโซ่ ยังอยู่ในภาวะปกติ เพราะอุณหภูมิน้ำทะเลในแปซิฟิกสูงต่ำไม่เกิน 0.5 องศาเซลเซียสเท่านั้น จากกราฟนี้ที่แสดงว่าหลายหน่วยงานคาดการณ์ว่าในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม อุณหภูมิน้ำทะเลตอนกลางของแปซิฟิกที่มีผลกับบ้านเรา จะสูงและต่ำไม่เกิน 0.5 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่ายังเป็นปกติ

ที่มา : Thai PBS

จับตา! ดาวหาง2013 วันสิ้นโลกมาอีกแล้ว

เมื่อโลกส่งท้ายปีเก่าที่เพิ่งผ่านพ้นไป ปีใหม่ 2556 เตรียมเผชิญกับปรากฎการณ์ธรรมชาติมาเยือนโลก ดีหรือ หายนะ มาร่วมพิสูจน์กัน !!!


           เริ่มต้นวันใหม่ในปีใหม่ 2013 หลายคนเชื่อว่าเป็นการเริ่มต้นสิ่งดีๆ ที่เข้ามาในชีวิต ทั้งยังพ้นการทำนายของปฎิทินชาวมายันว่า "วันสิ้นโลก" คือวันที่ 21 ธ.ค ปีที่ผ่านมา แต่กลับไม่มีเหตุการณ์ใดที่คล้ายจะเป็นจุดจบของโลกเลย นอกจากนี้สมาคมดาราศาสตร์ของไทยเรา ยังออกมาเปิดเผยกับสื่อว่า ในปี 2556 หรือ 2013 นี้จะเกิดปรากฎการณ์ธรรมชาติ คือ จะเกิดฝนดาวตก (meteor shower) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนของดาวหาง หรือ ดาวเคราะห์น้อย เคลื่อนตัวเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งมนุษย์เราจะสามารถสังเกตได้จากสถานที่ที่ท้องฟ้ามืดสนิท ไม่มีเมฆหมอก และไม่มีแสงจันทร์ หรือ ไฟฟ้าส่องถึง เราจะสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเฉลี่ยราวๆ 6 ดวง ต่อ ชั่วโมงกันเลยทีเดียว แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถบอกวัน และเวลาที่แน่นอนได้ว่าฝนดาวตกนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อใด

       มากไปกว่านั้น สมาคมดังกล่าวยังออกมาเชิญชวนประชาชนทั่วโลก เตรียมตัวสังเกตดาวหางสว่างในปี 2556 ซึ่งจะเกิดขึ้นถึง 2 ดวง คือ ดาวหางแพนสตาร์ส (PANSTARRS) และ ดาวหางไอซอน (ISON) นักดาราสาสตร์ยังกล่าวต่อว่า แม้ว่าแนวโน้มที่บ่งบอกว่าดาวหางทั้งสองจะสว่างจนสามารถเห็นด้วยตาเปล่านั้น แต่เขาไม่สามารถยืนยันว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เนื่องจากอาจจะเกิดการแตกสลายเป็นสะเก็ดดาวชิ้นเล็กๆ หรือมีอัตราการระเหิดของน้ำแข็งน้อยกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ จึงมีโอกาสที่ดางหางทั้งสองจะมีความสว่างน้อยลง
       นักดาราศาสตร์ค้นพบว่าดาวหางแพนสตาร์ส (PANSTARRS) จะเริ่มปรากฎตัวบนท้องฟ้าช่วงเวลาหัวค่ำ ในวันที่ 9-17 มีนาคม 2556 ซึ่งน่าจะเป็นช่วงที่สังเกตดาวหางดวงนี้ได้ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย เนื่องจากคาดว่าจะเป็นช่วงที่ดาวหางสว่างที่สุด และตกลับขอบฟ้าช้าที่สุด แต่การพยากรณ์ความสว่างของดาวหางมีโอกาสคลาดเคลื่อนได้เสมอ ส่วนดาวหางดวงที่ 2 ชื่อว่า ดาวหางไอซอน (ISON) เป็นดาวหางอีกดวงหนึ่งที่มีแนวโน้มว่าจะสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งจะปรากฏในช่วงฤดูหนาวในปี 2556 การค้นพบดาวหางดวงนี้สร้างความตื่นเต้นในแวดวงนักดาราศาสตร์สมัครเล่นอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะนักดาราศาสตร์ในซีกโลกเหนือ ซึ่งไม่มีโอกาสเห็นดาวหางสว่างมานานหลายปี และคาดว่าขณะที่ดาวหางสว่างที่สุด จะอยู่ในช่วงวันที่ 28-29 พฤศจิกายน 2556 และอาจจะยังมองเห็นอยู่ช่วงต้นเดือนมกราคมของปี 2557 อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่มีนักดาราศาสตร์คนใดกล้ายืนยันว่าความสว่างของดาวหางทั้ง 2 จะสามารถมองเห็นด้วยตาหรือไม่ จึงไม่อยากให้ประชาชนพากันตั้งความหวังให้สูงนัก
        ขณะที่เรากำลังชื่นชมกับการรับรู้ข่าวสารจากดวงดาวมากมายที่จะมาเยี่ยมเยือนโลกอยู่นั้น ดร.สมิทธ ธรรมสโรช และองค์การนาซา เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ดาวเคราะห์เตรียมพุ่งชนโลกในวันที่ 13 หรือ 15 กุมภาพันธ์ 2556 นี้ ยังไม่สามารถระบุอย่างแน่ชัดได้ ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหานั้นยากมาก หากส่งจรวจขึ้นไปยิงจะทำให้เกิดการแตกกระจาย และพุ่งชนโลกมากขึ้นอาจส่งผลให้มีผู้คนเสียชีวิตไม่น้อย และอีกแนวทางหนึ่งคือต้องปล่อยให้พุ่งเข้ามาชนโลก แต่การชนนั้นก็เท่ากับการวัดดวงว่า ดาวเคราะห์ลูกนี้จะไปตกในจุดใด ถ้าตกลงมหาสมุทร ก็จะเกิดคลื่นสึนามิ ถ้าตกลงกลางเมืองใหญ่ จะฆ่าชีวิตผู้คนนับล้าน ซึ่งก็มีหายนะเท่าๆกัน ข้อมูลทั้งหมดนี้ยังรอการสำรวจจากองค์การนาซ่า และพร้อมพิสูจน์ว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นจริงหรือไม่
         เหลือเวลานับถอยหลังไม่เพียงกี่วัน เราก็จะได้รู้ความจริงกันแล้วว่าข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมานั้นจะเป็นความจริง หรือ แค่ข่าวลือเท่านั้น! หรืออาจจะเกี่ยวพันไปถึงคำทำนายของชาวมายันว่าจะถึงจุดสิ้นสุดของโลก ซึ่งนับวันเหตุการณ์บ้านเมืองของเราก็วุ่นวายมากขึ้น ทั้งยังล้างเผ่าพันธ์มนุษย์ไปทีละน้อย คุณจะเชื่ออย่างงมงายหรือพิจารณากันอย่างไรก็ตามแต่ แต่ฉันคนหนึ่งจะร่วมนับถอยหลังนับจากนี้ เพื่อพิสูจน์ความจริงกับหายนะที่อาจจะเกิดขึ้น!!!
โดย ประกายพร วงศ์วุฒิ โต๊ะข่าวต่างประเทศ INN

ที่มา : http://news.sanook.com

ชาวแพร่พร้อมต่อต้านการก่อสร้างเขื่อนแม่น้ำยม


ชาวแพร่พร้อมต่อต้านการก่อสร้างเขื่อนแม่น้ำยม



          ชาวบ้านในตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ยังคงเคลื่อนไหว ต่อต้านการก่อสร้างเขื่อนแม่น้ำยม และเขื่อนแม่น้ำยมตอนบน เพราะเชื่อว่ารัฐบาลยังไม่มีข้อมูลในการสร้างเขื่อนที่ชัดเจน และเสนอให้มีการพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำใน 77 ลุ่มน้ำแทน ขณะที่ กรมชลประทานเดินหน้าปฐมนิเทศโครงการ และจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น เพื่อกำหนดขอบเขต แนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสุขภาพในพื้นที่แล้ว

การปฐมนิเทศโครงการและเวทีรับฟังความคิดเห็นในการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โครงการศึกษาความเหมาะสมวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเขื่อนแม่น้ำยม และเขื่อนแม่น้ำยมตอนบน จังหวัดแพร่ ที่จังหวัดสุโขทัยในวันนี้ ก่อนจะมีการจัดขึ้นอีก 2 ครั้ง ในจังหวัดพะเยา และ แพร่ ในวันที่ 10 และ 14 พฤษภาคม ถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุด หลัง ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. ประกาศจะสร้างเขื่อนทั้ง 2 แห่ง ทดแทนเขื่อนแก่งเสื้อเต้น ที่ถูกต่อต้านมากว่า 20 ปี 
      การเดินหน้าก่อสร้างเขื่อนยมบนและ เขื่อนยมล่าง สร้างความมั่นใจกับชาวบ้านในพื้นที่ลุ่มน้ำยม ตอนล่าง ว่า พวกเขาจะไม่ต้องประสบกับ ภัยแล้ง และ น้ำท่วม เหมือนเช่นที่ผ่านมา



             แต่สำหรับกลุ่มชาวบ้านตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน พวกเขายังคงเคลื่อนไหวต่อต้าน ล่าสุดได้ให้ข้อมูลแก่ กรรมาธิการศึกษาตรวจสอบทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา และกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา โดยยืนยันว่า ข้อมูลภาครัฐ ไม่ชัดเจน พร้อมยืนยันให้มีการพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำใน 77 ลุ่มน้ำแทนการสร้างเขื่อน
      แม่น้ำยมเป็นแม่น้ำเพียงสายน้ำเดียวของประเทศ ที่ไม่มีเขือนใหญ่ขวางกั้น ที่ผ่านมา ภาครัฐเสนอให้มีการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น บริเวณเหนือจุดบรรจบแม่น้ำยม และแม่น้ำงาว ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่ยม เพื่อการชลประทาน แต่ถูกต่อต้านโดยบอกว่าจะทำให้น้ำท่วมชุมชน และ ป่าสักทองพืนสุดท้ายของไทย
      สำหรับ เขื่อนแม่น้ำยมตอนบน จะตั้งอยู่ห่างจากจุดสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นไปทางทิศเหนือ 25 กิโลเมตร และ เขื่อนแม่น้ำยมล่าง ห่างจากจุดสร้างแก่งเสือเต้น ไปทางทิศใต้ 12 กิโลเมตร / แม้เขื่อนยมบนและล่างจะส่งผลกระทบน้อยกว่าเขื่อนแก่งเสือเต้น แต่การเก็บกักน้ำจะลดลงถึงร้อยละ 50

ที่มา : Thai PBS