ศึกษาดูงานนอกพื้นที่

เสียงเพรียกจากพงไพร

ภูมิศาสตร์มหาสารคาม ขอเป็นหนึ่งเสียงในการอนุรักษ์ทรัพยากรของโลกให้คงอยู่ต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556


หลุมแบริงเจอร์ : Barringer crater

สำรวจโลก_Barringer_Crater_lg
      หลุมแบริงเจอร์ : Barringer crater เป็นหลุมที่เกิดจากอุกาบาต ตั้งอยู่ที่รัฐแอริโซน่า สหรัฐอเมริกา อายุ 49,000 ปี เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.2 กิโลเมตร ลึก 174 เมตร เป็นหลุมอุกาบาตที่ชัดเจน และคงสภาพเดิมไว้ได้มากที่สุด และมีขอบสูงกว่าที่ราบโดยรอบ 45 เมตร
 จากหลักฐานเชื่อว่าเกิดจากดาวตกที่พุ่งเข้าชนมีนิกเกิลเหล็กเป็นองค์ประกอบหลัก ขนาดราว 45 เมตร ความเร็ว 12.8 กิโลเมตรต่อวินาที พลังงานในการชนครั้งนั้น เทียบเท่ากับระเบิด ทีเอ็นที หนัก 10 เมกะตัน
 
      หลุมนี้พบในศตวรรษที่ 19 โดยชาวยุโรปที่เข้ามาบุกเบิกดินแดนแถบนี้ ในปี คศ.1903 แดเนียล เอ็ม แบร์ริงเจอร์ (Daniel M. Barringer) นักธุรกิจและวิศวกรเหมืองแร่ ได้ซื้อที่ดินและหลุมนี้ไว้โดยหวังว่าจะสามารถขุดเอาเหล็กบริสุทธิ์จากอุกาบาตไปขาย แต่ใช้เวลาถึง 27 ปีก็ไม่สำเร็จ เนื่องจากเนื้อสสารของดาวตกได้กลายเป็นไอไป เพราะความร้อนที่เกิดจากการเสียดสีกับบรรยากาศ
 
      แต่ปัจจุบันหลุมอุกาบาตนี้ได้สร้างรายได้ให้กับครอบครัวแบร์ริงเจอร์อย่างต่อเนื่อง เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งท่องเมทียวสำคัญในรัฐแอริโซนา

ที่มา : http://www.nextsteptv.com

หุบเขาโมนูเมนต์ : Monument Valley


หุบเขาโมนูเมนต์ : Monument Valley

สำรวจโลก_Monumen_lg
      หุบเขาโมนูเมนต์ : Monument Valley ตั้งอยู่ที่เส้นเขตแดนระหว่างรัฐยูทาห์กับรัฐแอริโซนาทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา ชื่อหุบเขามีที่มาจากแท่งหินค้ำขนาดมหึมา ซึ่งกระจัดกระจายอยู่บนที่ราบไม้พุ่มอันแห้งแล้ง ภูมิภาคแถบนี้เต็มไปด้วยแท่งหินหรือซากหินที่หลงเหลือจากการสึกกร่อน
 นักธรณีวิทยาเรียกแท่งหินลักษณะดังกล่าวนี้ว่า”โมนูเมนต์”  ซึ่งมีลักษณะคล้ายสิ่งก่อสร้างจากฝีมือมนุยษ์เช่น ตึกสูง หินแท่งรูปร่างแปลกตาจำนวนมากเหล่านี้ถูกเรียกขานว่า”หินรูปประสาท”ซึ่งเป็นแท่งหินที่มีลักษณะยอดราบ หรือเรียกอีกอย่างเนิน”เมซา”  สูงกว่า 300 เมตร และด้านบนมีหินคล้ายใบเสมาปรากฏอยู่
 
      นอกจากนี้ยังมี”หินรูปถุงมือ”ซึ่งมีลักษณะเป็นเนินยอดป้านดูคล้ายนิ้วมือทั้งสี่ ไม่ไกลมีแท่งหินรูป”แม่ไก่ในรัง” ถัดมาเป็น”เนินยอดบ้านเมอร์ริค”และ”เนินยอดบ้านมิตเชล” และมี”หินรูปแม่อธิการ”และ”หินแม่ชีทั้งสาม”ซึ่งทั้งสองเนินเป็นหินที่สูงที่สุดในกลุ่มแท่งหิน สูงกว่า 245 เมตร
 
      เมื่อประมาณ 250 ล้านปีที่แล้ว ทรายสีแดงของพื้นที่นี้เคยปกคลุมด้วยทะเลตื้นๆ โคลนซึ่งจมสะสมอยู่บนพื้นท้องทะเลได้กดลงบนทราย ทำให้กลาย ทำให้เกิดหินทรายทีมีรูพรุน ส่วนโคลนค่อยๆกลายสภาพเป็นหินดินดานต่อมาน้ำทะเลค่อยๆตื้นเขินขึ้น และเมื่อ 70 ล้านปีที่แล้วเปลือกโลกเกิดการดันตัวอย่างรุนแรงจนสูงขึ้นมา ทำให้เปลือกโลกส่วนนั้นมีลักษณะเป็นรูปโดม ก่อนเย็นตัวลงและแข็งตัวในที่สุด พื้นที่ซึ่งเคยอยู่ใต้ทะเลจึงกลายเป็นที่ราบสูงหินทรายอันกว้างใหญ่ ปกคลุมด้วยหินดินดานและหินกรวดมน หลายปีต่อมา ชั้นหินนี้ถูกลมและน้ำแปรเปลี่ยนรูป โดยตอนแรกเป็นภูเขายอดราบ มีหุบผาชันและร่องธารพาดผ่านไขว้ไปมา กลายเป็นเนินเมซาทีมีพื้นที่ขนาดเล็กลงและในทีสุดก็เป็นแท่งหินสูงหรือเนินป้าน
 
      พื้นที่ส่วนใหญ่ไม่เหมาะแก่การดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ แทบเรียกได้ว่าไร้ร่องรอยของมนุษย์ มีเพียงอินเดียนแดงชนเผ่านาวาโฮอาศัยอยู่ ซึ่งยังเลี้ยงแกะและแพะในถิ่น นอกจากนี้ ยังมีกระต่าย และ พวกสัตว์เลือดเย็นเช่น กิ่งก่าแผงคอ คางคกมีเขา และ งูหางกระดิ่ง ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยเพียง 20 เซนติเมตรต่อปี ไม่พืชทนแล้งขึ้นบ้างเช่น จูนิเพอร์ สนพินยอน และ กระบองเพชร
ที่มา : http://www.nextsteptv.com

อุทยานแห่งชาติหวงหลง


อุทยานแห่งชาติหวงหลง


SRL_huanglong_lg
      หวงหลง :  Huanglong   จีนตัวย่อ: 黄龙风景名胜区  แหล่งมรดกโลกที่งดงามด้วยภูมิประเทศภูเขาสูงยอดปกคลุมด้วยหิมะ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลเสฉวน ประเทศจีน มีความหลากหลายทางระบบนิเวศ ทั้งทางกายภาพ เช่น น้ำตก และน้ำพุร้อน หรือชีวภาพ แพนด้าและลิงจมูกเชิด ยังสามารถพบเห็นได้ ณ ที่นี่อีกด้วย
      ภูมิทัศน์ของHuanglong เป็นภูเขาที่ค่อนข้างง่ายสำหรับการปีนขึ้นไปและเป็นภูเขาปกคลุมไปด้วยต้นไม้ พืช ยังสระว่ายน้ำแร่จำนวนมากและน้ำตกขนาดเล็กอีกมากมาย
 
      เนื่องจากมีวิวัฒนาการทางธรณีวิทยามาเป็นพันๆ ปี ประกอบด้วยสัณฐานทางธรณีวิทยาที่มีความหลายหลาย ทำให้เกิด Huanglong ขึ้นมา
 
      ได้มีการก่อสร้างวัดหวงหลงขึ้น เพื่อเซ่นไหว้มังกรเหลือง แต่นั้นมาความงดงามเป็นเอกของธารน้ำหวงหลงจึงได้อวดสู่สายตาของชาวโลก คำว่า “หวงหลง” แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “มังกรเหลือง” ซึ่งเป็นคำที่ใช้เปรียบเปรยแนวหินสีเหลือง ที่เกิดจากการจับตัวของแคลเซียมที่ทอดตัวยาวประมาณ 7 กิโลเมตร และกว้าง 300 เมตร คล้ายมังกรสีเหลือง
 
      หวงหลงได้จดทะเบียนร่วมกันเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 16 เมื่อปี พ.ศ. 2535ที่เมืองแซนตาเฟ ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ดังต่อไปนี้
      (vii) – เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการเป็นตัวแทนในวิวัฒนาการสำคัญต่างๆในอดีตของโลก เช่น ยุคสัตว์เลื้อยคลาน ยุคน้ำแข็ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาความหลากหลายทางธรรมชาติบนพื้นโลก
ที่มา : http://www.nextsteptv.com

หลุมอุกกาบาตโบราณ ทะเลสาบโบซัมทวี


หลุมอุกกาบาตโบราณ ทะเลสาบโบซัมทวี


สำรวจโลก_lake-bosumtwi_lg
      หลุมอุกกาบาตโบราณ ทะเลสาบโบซัมทวี (Lake Bosumtwi Crater)ตั้งอยู่ที่สาธารณรัฐกานา กว้างขนาด 10.5 กิโลเมตร อายุประมาณ 1.07 ล้านปี หากมองโดยทั่วไปจะไม่ทราบว่านี่คือหลุมอุกกาบาต เพราะพื้นที่หลุมที่เกิดขึ้นกลายเป็นทะเลสาบโมซัมทวี โดยมีป่าดงดิบล้อมรอบ

      ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เป็นป่าดงดิบที่อุดมสมบูรณ์และมีสัตว์ป่ามากมาย เมื่อเกิดหลุมอุกกาบาตขึ้น จึงถูกเติมเต็มด้วยน้ำฝนจนกลายเป็นทะเลสาบ
 
      ชื่อ Bousumtwi หรือ Bosomtwe เป็นภาษาพื้นเมืองหมายถึง เทพแอนทิโลป (Antelope God) อันมาจากตำนานพื้นเมืองที่เล่าไว้ว่า นายพรานชาวแอชานที (Ashanti) ได้ไล่ตามแอนทีโลปในป่าบริเวณนี้ แต่ไม่พบเนื่องจากแอนทีโลปหายไปในแอ่งน้ำเล็ก ๆ ชาวแอชานที ถือว่าทะเลสาบแป่งนี้เป็นทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ และเป็ฯสถานที่ซึ่งวิญญาณของผู้วายชนม์มากล่าวร่ำลาเทพเจ้าทวี (Twi)
 
      ทะเลสาบตอนนี้เป็นพื้นที่รีสอร์ทที่เป็นที่นิยมกับคนในท้องถิ่นสำหรับการเดินทางมาน้ำตกปลาและล่องเรือมีหมู่บ้านริมทะเลสาบ มีโรงพยาบาลเล็กๆอยู่แถวนั้นด้วย
ที่มา : http://www.nextsteptv.com

น้ำตกอีกวาซู: Iguazu Falls


น้ำตกอีกวาซู: Iguazu Falls


สำรวจโลก_Iguacu_lg
      น้ำตกอีกวาซู: Iguazu Falls  แปลว่า “สายน้ำอันยิ่งใหญ่” เป็นคำมาจากภาษากวารานี (Guarani) ชาวอินเดียนแดงเผ่าดั้งเดิม น้ำตกอีกวาซูตั้งอยู่บริเวณรอยต่อพรมแดนระหว่างประเทศบราซิลกับประเทศอาร์เจนตินา เป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้
 ใหญ่กว่าน้ำตกไนแอการาประมาณ 30 เท่า อย่างไรก็ตามขนาดของน้ำตกใกล้เคียงกับน้ำตกวิกตอเรียในทวีปแอฟริกา
 
       น้ำตกอีกวาซูเกิดจากแม่น้ำอีกวาซูซึ่งไหลมาจากที่ราบสูงปารานา ตกจากขอบที่ราบสูงขนาดใหญ่ลงสู่พื้นที่ราบต่ำกว่า จึงกลายเป็นน้ำตกขนาดใหญ่เป็นแนวยาวกว่า 4 กิโลเมตร สูงกว่า 269 ฟุต ประกอบด้วยน้ำตกน้อยใหญ่อีก 275 แห่ง ในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนมีนาคมปริมาณน้ำมีมากถึงกว่า 13.6 ล้านลิตรต่อวินาที แต่ในช่วงฤดูร้อน คือระหว่างเมษายนถึงเดือนตุลาคม ปริมาณน้ำจะลดลงเหลือ 2.3 ล้านลิตรต่อวินาที
 
      บริเวณรอบ ๆ น้ำตกจะเกิดละอองน้ำอยู่ตลอดเวลาและมีเสียงดังไปไกลกว่า 24 กิโลเมตร บนฝั่งประเทศบราซิลจะมองเห็นน้ำตกได้ทั่วถึงและงดงาม แต่ทางฝั่งประเทศอาร์เจนตินาสามารถเข้าชมน้ำตกได้ใกล้กว่า
 
      ประเทศบราซิลและประเทศอาร์เจนตินาต่างประกาศให้บริเวณพื้นที่ป่าริมน้ำตกเป็นเขตอุทยานแห่งชาติของทั้งสองประเทศ เพื่อคุ้มครองรักษาสัตว์ป่าเขตร้อนที่มีอยู่อย่างชุกชุม เช่น นกไทนามัส แมวป่าโอเซล เสือจากัวร์ สมเสร็จ เพ็คคารี และสัตว์นานาชนิดอีกมากมาย
ที่มา : http://www.nextsteptv.com

ฮาลองเบย์ : Halong Bay


ฮาลองเบย์ : Halong Bay


SRL_Ha_Long_Bay_lg
      อ่าวหะล็อง หรือที่นิยมเรียกตามชื่อในภาษาอังกฤษว่า ฮาลองเบย์ : Halong Bay  เป็นอ่าวแห่งหนึ่งในพื้นที่ของอ่าวตังเกี๋ยทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ใกล้ชายแดนติดต่อกับประเทศจีน มีพื้นที่ทั้งหมด 1,500 ตารางกิโลเมตร และมีชายฝั่งยาว 120 กิโลเมตร อยู่ห่างจากกรุงฮานอยไปทางตะวันออก 170 กิโลเมตร
       ชื่อตามการออกเสียงในภาษาเวียดนามเขียนได้ว่า “Vinh Ha Long” หมายถึง “อ่าวแห่งมังกรผู้ดำดิ่ง”
      ในอ่าวหะล็องมีเกาะหินปูนจำนวน 1,969 เกาะโผล่พ้นขึ้นมาจากผิวทะเล บนยอดของแต่ละเกาะมีต้นไม้ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น หลายเกาะมีถ้ำขนาดใหญ่อยู่ภายใน ถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณอ่าวคือ ถ้ำเสาไม้ (Hang Đầu Gỗ) หรือชื่อเดิมว่า “กร็อตเดแมร์แวย์” (Grotte des Merveilles) ซึ่งตั้งชื่อโดยนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสที่มาเยี่ยมชมอ่าวเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ภายในถ้ำประกอบไปด้วยโพรงกว้าง 3 โพรง มีหินงอกและหินย้อยขนาดใหญ่อยู่จำนวนมาก
 
       เกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบริเวณอ่าว 2 เกาะ คือ เกาะกั๊ตบ่าและเกาะต่วนเจิว ทั้งสองเกาะนี้มีคนตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างถาวร บนเกาะมีโรงแรมและชายหาดจำนวนมากคอยให้บริการนักท่องเที่ยว ส่วนเกาะขนาดเล็กอื่น ๆ บางเกาะก็มีชายหาดที่สวยงามที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเยี่ยมชม บางเกาะเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมง และบางเกาะยังเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์หลายชนิด เช่น ไก่ป่า ละมั่ง ลิง และกิ้งก่าหลายชนิด เกาะเหล่านี้มักจะได้รับการตั้งชื่อจากรูปร่างลักษณะที่แปลกตา
 
      ตามตำนานพื้นบ้านได้กล่าวไว้ว่า ในอดีตนานมาแล้ว ระหว่างที่ชาวเวียดนามกำลังต่อสู้กับกองทัพชาวจีนผู้รุกราน เทพเจ้าได้ส่งกองทัพมังกรลงมาช่วยปกป้องแผ่นดินเวียดนาม มังกรเหล่านี้ได้ดำดิ่งลงสู่ท้องทะเลบริเวณที่เป็นอ่าวหะล็องในปัจจุบัน ทำให้มีอัญมณีและหยกพุ่งกระเด็นออก อัญมณีเหล่านี้กลายเป็นเกาะแก่งน้อยใหญ่กระจายอยู่ทั่วอ่าว เป็นเกราะป้องกันผู้รุกราน ทำให้ชาวเวียดนามปกป้องแผ่นดินของพวกเขาได้สำเร็จและก่อตั้งประเทศซึ่งต่อมาก็คือเวียดนามในปัจจุบัน
 
บางตำนานสมัยใหม่ก็กล่าวไว้ว่า ปัจจุบันยังมีสัตว์ในตำนานที่ชื่อว่า Tarasque อาศัยอยู่ที่ก้นอ่าว
ที่มา : http://www.nextsteptv.com

พีระมิดคูฟู


พีระมิดคูฟู


SRL_cheops_lh
      พีระมิดคูฟู หรือ พีระมิดคีออปส์ นิยมเรียกกันโดยทั่วไปว่า มหาพีระมิดแห่งกีซา : The Great Pyramid of Giza เป็น พีระมิดในประเทศอียิปต์ที่มีความใหญ่โตและเก่าแก่ที่สุด ในหมู่พีระมิดทั้งสามแห่งกีซา เชื่อกันว่าสร้างขึ้นในสมัย ฟาโรห์คูฟู (Khufu) แห่ง ราชวงศ์ที่ 4 ซึ่งปกครองอียิปต์โบราณ เมื่อประมาณ 2,600 ปีก่อนคริสตกาล หรือกว่า 4,600 ปีมาแล้ว
      เพื่อใช้เป็นที่เก็บรักษาพระศพ ไว้รอการกลับคืนชีพ ตามความเชื่อของชาวอียิปต์ในยุคนั้น มหาพีระมิดนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก และเป็นหนึ่งเดียว ในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ยุคโบราณ ที่ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
 
      เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จในสมัยของฟาโรห์คูฟู มหาพีระมิด มีความสูงถึง 147 เมตร นับจากก่อสร้างแล้วเสร็จ พีระมิดคูฟูนับเป็นสิ่งก่อสร้างสูงที่สุดในโลก เป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานถึง 43 ศตวรรษ จนกระทั่ง มีการก่อสร้าง มหาวิหารลินคอล์น ที่ ประเทศอังกฤษ ซึ่งมียอดวิหารสูง 160 เมตร ในปี พ.ศ. 1843 ซึ่งต่อมายอดวิหารนี้ถูกพายุทำลายในปี พ.ศ. 2092 (ค.ศ. 1549) แต่ขณะนั้นส่วนยอดพีระมิดคูฟูก็สึกกร่อนลงจนมีความสูงไม่ถึง 140 เมตร ทำให้ วิหารเซนต์โอลาฟ (St. Olav’s Church) ในประเทศเอสโตเนีย ซึ่งเพิ่งก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2062 (ค.ศ. 1519) กลายเป็นสิ่งก่อสร้างสูงที่สุดในโลก
 
      ด้วยความสูงของยอดวิหาร 159 เมตร ปัจจุบันมหาพีระมิดมีความสูง ประมาณ 137 เมตร ซึ่งต่ำกว่าเมื่อแรกสร้างประมาณ 10 เมตร และรัฐบาลอียิปต์ได้ดำเนินการติดตั้ง โครงโลหะเพื่อแสดงถึงความสูงที่แท้จริง ขณะก่อสร้างแล้วเสร็จ ไว้ที่ส่วนยอดของ มหาพีระมิดคูฟู
      รูปทรงของพีระมิดมีลักษณะเฉพาะตัว ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ประกอบด้วยด้านสามเหลี่ยม 4 ด้าน ยอดสามเหลี่ยมแต่ละด้าน เอียงเข้าบรรจบกัน เป็นยอดแหลม ฐานทั้ง 4 ด้านของพีระมิด กว้างด้านละประมาณ 230 เมตร (756 ฟุต กว้างกว่า สนามฟุตบอล ต่อกัน 2 สนาม) คิดเป็นพื้นที่ฐานประมาณ 53,000 ตารางเมตรหรือประมาณ 33 ไร่ ฐานล่างสุดของพีระมิด ก่อขึ้นบนชั้นหินแข็ง ซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้ชั้นทราย เพื่อป้องกันปัญหา การทรุดตัวของชั้นทราย ซึ่งจะมีผล กับความคงทนแข็งแรง ของโครงสร้างพีระมิด ผิวหน้าแต่ละด้านของ พีระมิดคูฟู ทำมุมเอียงประมาณ 52 องศา ซึ่งมีส่วนทำให้พีระมิด คงทนต่อการสึกกร่อน อันเนื่องมาจากพายุทราย
 
       ตามที่มีข้อมูลปรากฏในแหล่งต่างๆ อ้างถึง จำนวนหิน ที่นำมาก่อสร้าง พีระมิดคูฟู ต่างกันไปตั้งแต่ 2 ล้านถึง 2.6 ล้านก้อน ประมาณน้ำหนักเฉลี่ยก้อนละ 2.5 ตัน โดยจัดเรียงซ้อนกันขึ้นไปประมาณ 200 ชั้น คิดเป็นน้ำหนักรวมกว่า 6 ล้านตัน
      สิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือด้านทั้ง 4 ของพีระมิดหันออกในแนวทิศ เหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก ถูกต้องแม่นยำตามทิศจริงไม่ใช่ตามทิศเหนือแม่เหล็ก จึงไม่ใช่การกำหนดทิศด้วยเข็มทิศ ตำแหน่งของพีระมิดนั้น คลาดเคลื่อนจากทิศเหนือเพียง 3 ลิปดา 6 พิลิปดา แสดงถึงความสามารถของ ชาวอียิปต์โบราณ ในการประยุกต์ความรู้ทางดาราศาสตร์ มาใช้ในการกำหนดทิศทางได้เป็นอย่างดี
ที่มา : http://www.nextsteptv.com