ศึกษาดูงานนอกพื้นที่

เสียงเพรียกจากพงไพร

ภูมิศาสตร์มหาสารคาม ขอเป็นหนึ่งเสียงในการอนุรักษ์ทรัพยากรของโลกให้คงอยู่ต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

มะม่วงหิมพานต์ : Anacardium occidentale


มะม่วงหิมพานต์ : Anacardium occidentale


SRL_มะม่วงหิมพานต์_lg
      มะม่วงหิมพานต์ : Anacardium occidentale เป็นไม้ดอกยืนต้น ในวงศ์Anacardiaceae มะม่วงหิมพานต์เป็นพืชพื้นเมืองของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล ซึ่งเรียกเป็นภาษาโปรตุเกสว่า Caju (ผล) หรือ Cajueiro (ต้น) ปัจจุบันเติบโตแพร่หลายทั่วไปในภูมิภาคเขตร้อน เพื่อใช้ประโยชน์จากเมล็ด และผลของมัน
      มะม่วงหิมพานต์เป็นไม้ไม่ผลัดใบ ลำต้นมีความสูง 10-12 เมตร ต้นเตี้ย สยายกิ่งก้านไม่สม่ำเสมอ ใบจัดเรียงเป็นแบบเกลียว ผิวมันลื่น รูปโค้งจนถึงรูปไข่ ความยาว 4-22 เซนติเมตร และกว้าง 2-15 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ ส่วนดอกนั้นเกิดจาก ที่ยาวถึง 26 เซนติเมตร แต่ละดอกตอนแรกมีสีเขียวซีด จากนั้นสีสดเป็นแดงจัด มี 5 กลีบ ปลายแหลม เรียว ยาว 7-15 มิลลิเมตร
      ส่วนที่จะปรากฏไปเป็นผลของมะม่วงหิมพานต์นั้น ก็คือ ผลวิสามัญ (accessory fruit) รูปไข่ หรือรูปลูกแพร์ ซึ่งจะเติบโตจากฐานดอกขึ้นมา ผลมะม่วงหิมพานต์นี้มีชื่อเรียกในแถวอเมริกากลางว่า marañón เมื่อสุกจะมีสีเหลือง หรือส้มแดง มีความยาวประมาณ 5-11 เซนติเมตร
 
      ผลแท้ของมะม่วงหิมพานต์นั้นเป็นผลเมล็ดเดียว รูปไต หรือรูปนวมนักมวย งอกออกจากปลายของผลเทียม ความจริงแล้วในตอนแรกผลนั้นเติบโตบนต้นก่อน จากนั้นก้านดอกจะขยายตัวออกมาเป็นผลเทียม ภายในผลแท้นั้น เป็นเมล็ดเดี่ยว แม้ว่าโดยทั่วไปจะมองว่าส่วนเนื้อขาวนวลนั้นเป็นผลที่มีเปลือกแข็ง
 
      แต่ในทางพฤกษศาสตร์ถือว่า เป็นเมล็ด อย่างไรก็ตาม ส่วนของผลแม้นั้น นักพฤกษศาสตร์บางท่านถือว่าเป็นผลที่มีเปลือกแข็งก็มี เมล็ดนั้นห่อหุ้มด้วยเปลือกสองชั้น ประกอบด้วย ยางฟีโนลิก น้ำมัน พิษที่ระคายเคืองต่อผิวหนังอย่างรุนแรง บางคนแพ้มะม่วงหิมพานต์ แต่ปกติถือว่าก่อให้เกิดอาการแพ้น้อยกว่าผลเปลือกแข็งชนิดอื่นๆ
 
      ในประเทศไทย มะม่วงหิมพานต์พบได้ทั่วไปในภาคใต้ และมีชื่อเรียกตามสำเนียงภาษาถิ่นใต้แตกต่างกันไป เช่น กาหยู กาหยี (เข้าใจว่าเป็นคำยืมจากภาษามลายู ซึ่งยืมจากภาษาโปรตุเกสอีกทอดหนึ่ง) ม่วงเม็ดล่อ ม่วงเล็ดล่อ หัวครก เป็นต้น
 
      ปัจจุบันมะม่วงหิมพานต์พบได้ทั่วไปในภูมิภาคเขตร้อน เพราะเติบโตได้อย่างเหมาะสมในสภาพอากาศที่ชื้น และอบอุ่น ทั้งในเอเชีย และอเมริกาใต้ นิยมใช้เนื้อภายในเมล็ดเป็นอาหารว่าง และยังเป็นผลิตภัณฑ์ส่งออกของอินเดีย เวียดนาม และบราซิล ทั้งสามประเทศนี้ มีอัตราการส่งออกถึง 90% ของผลิตภัณฑ์เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ทั่วโลก
ที่มา : http://www.nextsteptv.com

โขดหินอุลูรู : Uluru


โขดหินอุลูรู : Uluru


SRL_Uluru_lg
      โขดหินอุลูรู : Uluru  หรือเรียกอีกอย่างได้ว่า”หินแอร์ส”(Ayers Rock) ชื่ออุลูรูเป็นชื่อทางการซึ่งใช้ในปัจจุบันเป็นภาษาอะบอริจินี ส่วนชื่อหินแอร์สนั้นตั้งตามชื่อ เซอร์เฮนรี แอร์ส นายกรัฐมนตรีของเซาธ์ออสเตรเลีย ซึ่งตั้งไว้ในปี ค.ศ. 1873 โขดหินอุลูรู ตั้งอยู่ในตอนกลางของประเทศออสเตรเลีย เป็นโขดหินขนาดใหญ่ที่โผล่จากพื้นดินโดดๆซึ่งสามารถมองเห็นได้ไกลกว่า 100 เมตร มีขนาดความสูง 348 เมตร เส้นรอบวงที่ฐานวัดได้ 9 กิโลเมตร จัดได้ว่าเป็นโขดหินที่ใหญ่ทีสุดในโลก
       ลักษณะเป็นหินทรายสีแดงเป็นหินอาร์โคส มีปริมาณแร่ฟันม้าหรือแร่เฟลด์สปาร์อยู่มาก มีสภาพการกัดเซาะของฝนและลมตามธรรมชาติ มีถ้ำและแอ่งน้ำ บริเวณผิวนอกของหินโดนความร้อนจากแสงอาทิตย์ ทำให้เกินผิวนอกแตกหลุดออกเป็นสะเก็ดและร่วมลงมาที่พื้นทับถมกันเป็นกำแพงภูเขาขนาดใหญ่ สีสันของหินเปลี่ยนแปลงตามเวลาซึ่งในแต่ละช่วงมีสีแตกต่างกัน ในตอนกลางวันแสงอาทิตย์เจิดจ้าทำให้มีแดง แต่พอตกเย็นสีสันจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง
 
      โขดหินอุลูรูจริงๆแล้วเป็นส่วนหนึ่งของยอดเขา ซึ่งจมอยู่ใต้ดินลึกลงไปถึง 6 กิโลเมตร โดยโขดหินนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของพื้นมหาสมุทรเมื่อประมาณ 550 ล้านปีที่แล้วตรงใจกลางทวีปออสเตรเลีย ต่อมาน้ำในมหาสมุทรลดลง เปลือกโลกก็เคลื่อนตัวดันให้โขดหินโผล่ขึ้นมา
 
      ตำนานของชาวอะบอริจินีกล่าวไว้ว่าโขดหินอุรูลูเป็นภูมิประเทศเส้นทางแห่งความฝัน บรรพบุรุษสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยจูคูร์ปา (ยุคแห่งช่วงฝัน) ซึ่งเป็นพื้นพิภพกำลังก่อตัว ในยุคนั้นบริเวณแถบโขดหินอุลูรูเป็นถิ่นของมนุษย์ครึ่งกระต่ายครึ่งจิงโจ้และมนุษย์งูคาร์เป็ต ครั้งหนึ่งมนุษย์งูคาร์เป็ตถูกมนุษย์งูพิษรุกรานซึ่งพวกมนุษย์งูพิษเป็นศัตรูจากแดนใต้ และพวกมนุษย์ครึ่งกระต่ายครึ่งจิงโจ้ก็ได้เข้ามช่วยเหลือมนุษย์งูคาร์เป็ต
      โดยหัวหน้าเผ่ามนุษย์ครึ่งกระต่ายครึ่งจิงโจ้โดยเจ้าแม่บูลาริก็ได้เป่าพิษร้ายแห่งความตายและเชื้อโรคเข้าใส่ศัตรู นอกจากนี้ยังมีตำนานที่เล่ากันอีกว่ามนุษย์ครึ่งกระต่ายครึ่งจิงโจ้นี้ได้ถูกศัตรูรุกรานโดยการปล่อยหมาป่าดิงโก้ ออกมากัด แต่โชคดีที่มนุษย์ครึ่งกระต่ายหลบหนีได้เพราะสามารถกระโดดได้ไกลกว่า
 
      ปัจจุบันนี้ชาวอะบอริจินีเชื่อว่าร่างของมนุษย์ครึ่งงูพิษถูกสาปให้กลายเป็นโขดหินอุลูรู และรอยน้ำไหลที่ด้านหนึ่งของหินเป็นรอยเลือด ส่วนรอยเท้ามนุษย์ครึ่งกระต่ายครึ่งจิงโจ้นั้นที่ทิ้งไว้ขณะวิ่งหนีศัตรูได้กลายเป็นถ้ำทั้งหลายที่ฐานโขดหิน
ที่มา : http://www.nextsteptv.com

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน


อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน


SRL_Similan_lg
      อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ตั้งอยู่ที่ ตำบลเกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ครอบคลุมพื้นที่ 80,000 ไร่ ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อ 1 กันยายน พ.ศ. 2525 คำว่า หมู่เกาะสิมิลัน ได้รับการยกย่องว่าเป็นหมู่เกาะที่มีความสวยงามทั้งบนบกและใต้น้ำ มีปะการังที่สวยงามหลายชนิด

      หมู่เกาะสิมิลัน สามารถดำน้ำได้ทั้งน้ำตื้นและน้ำลึก สามารถพบปลาที่หายาก เช่น วาฬ โลมา ปลาไหลมอเร่ย์ ช่วงเดือนที่น่าเที่ยวมากที่สุด คือช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึง เดือนเมษายน นอกจากนั้นจะประกาศปิดเกาะ
 
      เกาะสิมิลัน เกาะแปด เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด มีหาดทรายขาวละเอียด ใต้ทะเลมีปะการังหลายชนิด เป็นเกาะที่สามารถดำทั้งน้ำลึกและน้ำตื้น ด้านเหนือของเกาะมีหินขนาดใหญ่ มีลักษณะคล้ายรองเท้าบู๊ต ถัดมาเป็นหินเรือใบ
 
      เกาะบางู เกาะเก้า เป็นเกาะเล็ก ๆ กองหินคริสต์มาสพอยต์ เป็นกองหินใต้น้ำขนาดใหญ่ มีความสวยงาม
      เกาะหัวกะโหลก หินปูซา เกาะเจ็ด มีลักษณะคล้ายหัวกะโหลก มีหุบเขาใต้น้ำ สามารถพบปะการังอ่อน กัลปังหา สามรถพบปลากระเบนราหู และปลาฉลามวาฬได้มากที่สุดในอุทยาน
      เกาะเมี่ยง เกาะสี่ เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสอง เป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ (มส.1) มีสัตว์ที่หายาก เช่น ปูไก่
 
      พื้นที่บริเวณโดยรอบของเกาะหนึ่ง สอง และสาม หรือ เกาะหูยง เกาะปายัง และเกาะปาหยันได้ถูกสงวนให้เป็นพื้นที่วางไข่ของเต่าทะเล และห้ามไม่ให้นักท่องเที่ยวขึ้นเกาะโดยเด็ดขาด นอกจากนี้แล้วในปี พ.ศ. 2543 ทางกรมป่าไม้ในขณะนั้นได้สั่งปิดกองหินแฟนตาซ ซึ่งเป็นกองหินที่เคยสวยงามติดอันดับหนึ่งในสิบของโลกลง เนื่องจากสภาพของกองหินที่ทรุดโทรมลงอย่างมาก จากปัญหาจำนวนนักท่องเที่ยวที่มากเกินไป
 
      นอกจากนี้ปัญหาที่สำคัญของหมู่เกาะสิมิลันอีกประการหนึ่ง คือ ปัญหาการลักลอบจับปลาอย่างผิดกฎหมายจากจากชาวประมงในพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณเกาะบอน และเกาะตาชัยที่พบปัญหาการระเบิดปลาอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยสาเหตุหลักของปัญหานี้ คือ ความห่างไกลของเกาะทั้งสองทำให้การดูแลไม่ทั่วถึง
      ในปี พ.ศ. 2550 ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์พืช ได้ประกาศจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะมาท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติหลายแห่ง รวมไปถึงหมู่เกาะสิมิลัน
ที่มา : http://www.nextsteptv.com

วัดคิโยะมิซุ : Kiyomizudera


วัดคิโยะมิซุ : Kiyomizudera


SRL_Kiyomizudera_lg
      วัดคิโยะมิซุ :  Kiyomizudera  ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมืองเคียวโตะ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัด ประวัติของวัดย้อนหลังไปได้ถึงปี 798 แต่อาคารต่างๆที่เห็นในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2176

      ชื่อของวัดซึ่งมีความหมายว่าน้ำบริสุทธิ์ มีที่มาจากน้ำตกที่ไหลผ่านเนินเขาลงมาบริเวณวัด เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2549 วัดคิโยะมิซุได้รับการเสนอชื่อเข้าร่วมพิจารณาคัดเลือกให้เป็น7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ และอาคารหลักของวัดนี้ยังได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นอีกด้วย
 
      อาคารหลักของวัดคิโยะมิซุเป็นที่รู้จักจากระเบียงขนาดใหญ่สูง 13 เมตร มีเสาไม้กว่าร้อยต้นรองรับ สร้างยื่นออกจากด้านข้างของเนินเขา จากระเบียงนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองเกียวโตะได้ วลีที่กล่าวว่า “กระโดดจากระเบียงวัดคิโยะมิซุ” ซึ่งหมายความว่า ตัดสินใจกะทันหัน หรือกล้าตัดสินใจ วลีนี้มีที่มาจากความเชื่อในสมัยเอะโดะที่ว่า หากผู้ใดสามารถกระโดดจากระเบียงวัดแล้วสามารถรอดชีวิตได้ ความปรารถนาของผู้นั้นจะสัมฤทธิ์ผล
 
      คำอธิบายที่น่าจะเป็นไปได้ในการรอดชีวิตจากการกระโดดระเบียงคือ ด้านล่างของระเบียงมีต้นไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น ซึ่งอาจจะชะลอแรงจากการตกได้บ้าง ในปัจจุบันทางวัดห้ามมิให้มีการกระโดดระเบียง แต่ในสมัยเอโดะมีการบันทึกไว้ว่า มีผู้มากระโดดถึง 234 คน และรอดชีวิตได้คิดเป็นร้อยละ 85.4 ของทั้งหมด
      ข้างใต้อาคารหลักคือ น้ำตกโอตะวะ ซึ่งเป็นสายน้ำ 3 สายไหลลงสู่บ่อน้ำ ผู้มาเยี่ยมชมวัดมักจะมาดื่มน้ำจากน้ำตกนี้ด้วยถ้วยโลหะ ด้วยความเชื่อว่าสามารถบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ และยังเชื่อกันว่าการดื่มน้ำจากสายน้ำตกทั้ง 3 นี้ มีความหมายถึงสุขภาพ อายุยืนยาว และความสำเร็จในการศึกษา
 
      ภายในบริเวณวัดเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าอื่นๆจำนวนมาก ที่เป็นที่รู้จักดีคือ ศาลเจ้าจิชู (Jishu-jinja) ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อสักการะเทพโอะคุนินุชิโนะ มิโกะโตะ (Okuninushino Mikoto) เทพแห่งความรักและเนื้อคู่ ภายในศาลเจ้ามี”ก้อนหินแห่งความรัก” 2 ก้อน ตั้งอยู่ห่างกัน 18 เมตร เชื่อกันว่า หากสามารถหลับตาเดินจากก้อนหินก้อนหนึ่งไปยังอีกก้อนหนึ่งได้ จะสมปรารถนาในความรัก
ที่มา : http://www.nextsteptv.com

หมาจิ้งจอกแห่งอาร์กติก


หมาจิ้งจอกแห่งอาร์กติก


SRL_arcticfox_lg
      หมาจิ้งจอกอาร์กติก, หมาจิ้งจอกขั้วโลก หรือ หมาจิ้งจอกหิมะ (อังกฤษ: Arctic fox, Snowy fox, Polar fox เป็นหมาจิ้งจอกขนาดเล็ก อาศัยอยู่ทั่วไปในเขตชายผั่งมหาสมุทรอาร์กติก ตลอกจนเขตทุนดราที่เต็มไปด้วยหิมะและน้ำแข็ง จัดเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมอีกชนิดหนึ่ง ที่มีขนสีขาวเพื่อให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ช่วยให้ล่าเหยื่อได้ง่าย และสามารถพรางตัวจากศัตรูได้ด้วย
      หมาจิ้งจอกอาร์กติกจัดว่าเป็นสัตว์ที่สามารถปรับสภาพให้ดำรงอยู่ในสภาพอากาศที่หนาวจัดได้ดีชนิดหนึ่ง มีระบบการปรับอุณหภูมิ ที่สามารถควบคุมความร้อนในร่างกายได้ หมาจิ้งจอกอาร์กติกจะมีใบหน้าที่สั้นกว่าหมาจิ้งจอกชนิดอื่น และมีใบหูที่เล็ก ขนของมันฟูหนา เพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อน มันจะมีขนอยู่บริเวณอุ้งเท้าเพื่อช่วยให้เดิน และวิ่งบนพื้นน้ำแข็งได้
 
      ในช่วงที่หิมะตกหนัก หรือเกิดพายุ หมาจิ้งจอกอาร์กติกจะขุดโพรงลึกลงไปใต้หิมะ และขดตัวนอนโดยใช้หางของมันตวัดมาปิดตัวและหน้าไว้คล้ายคนห่มผ้าห่ม และเมื่อฤดูหนาวหมดลง หิมะเริ่มละลาย ต้นไม้เริ่มผลิใบอ่อน หมาจิ้งจอกอาร์กติกเองก็มีการเปลี่ยนแปลง ขนสีขาวของมันจะร่วงลง และมีขนสีเทาอมน้ำตาลขึ้นแทนและจะสั้นกว่าขนในฤดูหนาว ทำให้ตัวมันดูเล็กลง และมีขนาดเท่าแมวบ้านเท่านั้น
 
      ในขั้วโลกเหนือฤดูร้อนนั้นสั้นมาก และเมื่อฤดูหนาวกลับมา จิ้งจอกขั้วโลกก็จะเปลี่ยนสีขนกลับไปเป็นขนสีขาวอีกครั้ง เป็นการบอกให้รู้ว่า การต่อสู้กับความหนาวเย็นกำลังจะเริ่มต้นอีกครั้ง
 
      ความยาววัดตั้งแต่หัวถึงลำตัว เพศผู้ประมาณ 55 เซนติเมตร (22.7 นิ้ว) และเพศเมียยาวประมาณ 53 เซนติเมตร (20.9 นิ้ว) ความยาวของหาง เพศผู้ประมาณ 31 เซนติเมตร (12.2 นิ้ว) และความยาวของหางเพศเมียประมาณ 30 เซนติเมตร (11.8 นิ้ว) ความกว้างของลำตัวจิ้งจอกขั้วโลก ประมาณ 25-30 เซนติเมตร (9.8-11.8 นิ้ว) น้ำหนักโดยประมาณของเพศผู้ ประมาณ 9 ปอนด์ (4.1 กิโลกรัม) ในขณะที่เพศเมียน้ำหนักประมาณ 6-12 ปอนด์ (2.7-5.4 กิโลกรัม)
 
      ในช่วงที่อากาศดี หมาจิ้งจอกอาร์กติกจะออกมาหาอาหาร ตามปกติมันจะล่าสัตว์เล็ก ๆ เช่น หนูเลมมิ่ง, นกกระทาขั้วโลก บางครั้งถ้าโชคดี ก็จะเจอซากสัตว์ที่หมีขั้วโลกกินเหลือทิ้งไว้ ก็จะกินซากนั้น
ที่มา : http://www.nextsteptv.com

Korowai people หรือ ชนเผา โครอไว


Korowai people หรือ ชนเผา โครอไว


SRL_Korowai _lg
     ท่ามกลางป่าลึกที่เข้าถึงได้ยากนี้ตั้งอยู่ ในจังหวัดปาปัว ทางตะวันออกเฉียงใต้ประเทศอินโดนีเซีย ตั้งอยู่ลึกเข้าไปประมาณ 150 กิโลเมตร จากทะเลอาราฟูรา มีชนเผ่าที่มีชื่อว่า Korowai ได้พักอาศัยอยู่ที่นั่น

     พวกเขาอาศัยกันอยู่ในสังคมเล็กๆ ที่ต่างจากชีวิตประชาชนส่วนอื่นของโลก พวกเขาดำรงชีวิตโดยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อให้อยู่รอด จนกระทั่งในปี 1974 มิชชันนารีชาวดัตช์ได้มีการค้นพบพวกเขา โดยที่พวกเขาแทบจะไม่ติดต่อกับโลกภายนอกเลย
 
     ชาว Korowai นั้นอาศัยอยู่บนบ้านสร้างขึ้นบนต้นไม้ที่มีความสูงถึง 6 – 12 เมตร แต่บางหลังอาจสูงถึง 35 เมตร จากพื้นดิน ความสูงของบ้านที่อยู่บนต้นไม้ช่วยให้พวกเขาพ้นจากบรรดาแมลงและยุง และป้องกันภัยจากชนเผ่าอื่น รวมถึงมีความเชื่อว่าสามารถป้องกันจากการรังควานของวิญญาณชั่วร้าย
 
      บ้านที่พวกเขาจะสร้างได้นั้นต้องมีการคัดเลือกต้นไม้แข็งแรงพอที่จะทำเป็นเสาหลักของบ้านได้ ต้นไม้ส่วนบนจะตัดออกไป สร้างหลังคาใหม่จากใบไม้ ใช้หวายในการมัดกิ่งต่างๆเข้าด้วยกัน พื้นเป็นส่วนที่ต้องมีความแข็งแรงมากสำหรับบ้านไม้นี้  แล้วก็สร้างบันไดพาดลงมาสู่ด้านล่าง บันได้จะสั่นเมื่อมีคนปีนเป็นสัญญาณเตือนภัยได้หากมีใครจะขึ้นมาบนบ้าน
 
      ชาว Korowai เป็นนักล่าที่ยอดเยี่ยม พวกเขามีทักษะทางการประมง ที่สามารถออกล่าอาหารที่จำเป็นมาบริโภคเพื่อไม่ให้ขาดแคลน  ในช่วง ต้นทศวรรษ 1990 บางคนก็หันมาหารายได้จากการร่วมมือกับบริษัททัวร์ที่มาสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวใน Korowai
 
      ปัจจุบันนี้มีรายการสารคดีหลายรายการเข้ามาถ่ายทำชีวิตความเป็นอยู่ของชาว Korowai  ในเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2011 BBC ได้เข้ามาถ่ายทำสารคดีเรื่องราวของ Korowai ชุด BC documentary Human Planet
ที่มา : http://www.nextsteptv.com

ตัวของรูปปั้นโมอาย


ตัวของรูปปั้นโมอาย


SRL_โมอาย_lg
     รูปปั้นโมอายที่มีชื่อเสียงแห่งที่กระจายอยู่ทั่วเกาะอีสเตอร์ อุทยานแห่งชาติลาปานุย ประเทศชิลี โดยที่ผ่านมานั้นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นคือรูปปั้นหัวที่มีลักษณะคล้ายกับคน

      ในความคิดของนักท่องเที่ยวกว่าล้านคนที่เข้ามาชมรูปปั้นโมอายนี้ คิดว่า โมอายบางตัวนั้นมีแต่หัว เพราะบางรูปปั้นที่มีแต่หัวนั้นมีมีความเชื่อกันว่ายังแกะสลักไม่เสร็จสมบูรณ์
 
     จนกระทั้งใน 2011 ทีมในโครงการของ EISP นักโบราณคดีที่มีชื่อเสียงแคลิฟอร์เนียได้ทำการสำรวจโดยการขุดเจาะ ลงไปก็พบส่วนที่เป็นตัวทั้งหมดของโมอาย
 
     ส่วนที่ขุดเจาะพบนั้นเป็นช่วงของลำตัวโดยจะมีลักษณะเหมือนวงแหวนและผ้าคาดไว้ที่เอวอยู่ คาดเดากันไว้ว่าอาจเป็นวงแหวนที่แสดงลักษณะของดวงอาทิตย์และสายรุ่งโดยตัวรูปปั้นนี้มีความสูงถึง 7 เมตร จากเดิม สูงสุดแค่ 4 เมตร
 
และยังมีร่องรอยอีกหลายส่วนที่เป็นสัญลักษณ์จารึกไว้เพื่อรอการไขปริศนานี้

ที่มา : http://www.nextsteptv.com